ข่าวและกิจกรรม

การรับรู้ความสามารถของตนเอง – Self-efficacy

 

การรับรู้ความสามารถของตนเอง หมายถึง ความเชื่อในความสามารถของตนในการกระทำหรือปฏิบัติงานหนึ่ง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งการรับรู้ความสามารถของตนเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะที่บุคคลมีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการที่บุคคลพิจารณาตัดสินว่าตนจะสามารถทำอะไรได้จากทักษะที่มี ซึ่งส่งผลต่อแรงจูงใจ ความพยายาม และความอดทนต่ออุปสรรคขัดขวางต่าง ๆ

 

การรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นกระบวนการที่บุคคลเรียนรู้อย่างซึมซับจากการปฏิสัมพันธ์หว่างบุคคลกับสังคมและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่ในวันเด็กจนถึงวัยชรา ซึ่ง Bandura (1997) ได้เสนอแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลในการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองไว้ดังนี้

 

1. ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง (Enactive mastery experience)

 

เป็นสิ่งที่ส่งผลมากที่สุดในการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เนื่องจากการที่บุคคลกระทำและประสบความสำเร็จด้วยตนเองจะส่งผลให้บุคคลเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มมากขึ้น จนทำให้มีความพยายามในการปฏิบัติพฤติกรรมต่าง ๆ แม้ว่าจะประสบกับอุปสรรคหรือพบกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังก้ไม่มีผลกระทบมากนัก เรื่องจากบุคคลจะไม่ได้มองว่าความล้มเหลวนั้นมาจากการที่ตนขาดความสามารถ แต่เป็นผลจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยังพยายามไม่พอ สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ให้เกิดความสำเร็จได้โดยพยายามและฝึกทักษะมากขึ้นเพื่อให้บรรลุผลตามที่คาดหวังไว้

 

2. การได้เห็นประสบการณ์หรือแบบอย่างจากบุคคลอื่น (Vicarious experience หรือ modeling)

 

การได้เห็นประสบการณ์หรือแบบอย่างจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตนกระทำพฤติกรรมใด ๆ แล้วประสบความสำเร็จ จะทำให้ผู้สังเกตรับรู้ว่าตนเองนั้นก็สามารถที่จะกระทำหรือประสบความสำเร็จได้เช่นกัน หากมีความพยายามจริงและไม่ย่อท้อ ซึ่งตัวแบบนั้นมีสองประเภท คือ ตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง คือ ตัวแบบที่บุคคลได้มีโอกาสสังเกตและมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง และตัวแบบสัญลักษณ์ คือ ตัวแบบที่ได้รับผ่านสื่อต่าง ๆ

 

3. การมีคำพูดชักจูง (Verbal persuasion)

 

การได้รับคำพูดโน้มน้าวให้บุคคลเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถที่จะกระทำพฤติกรรมได้สำเร็จ อาจเป็นคำพูดในลักษณะชักจูง แนะนำ อธิบาย ชื่นชม ทำให้เกิดกำลังใจและความมั่นใจ อย่างไรก็ตามปัจจัยนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก อาจช่วยได้ในระยะสั้น ถ้าจะให้ได้ผลต้องเกิดควบคู่กับปัจจัยแรก

 

4. สภาวะด้านร่างกายและอารมณ์ (Physiological and affective states)

 

การมีสภาวะร่างกายแข็งแรง มีภาวะสุขภาพที่ดีจะทำให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากบุคคลมีสภาวะร่างกายอ่อนแอหรือมีอาการเจ็บป่วย ย่อมจะส่งผลในทางตรงกันข้าม เช่นกันกับสภาวะด้านอารมณ์ ถ้ามีอารมณ์บวก เช่น รู้สึกมีความสุข รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความพอใจ จะส่งผลให้มีความเชื่อในความสามารถแห่งตนเพิ่มขึ้น แต่หากสภาวะด้านอารมณ์เป็นลบ เช่น เครียด วิตกกังวล กลัว จะส่งผลให้ความเชื่อในความสามารถแห่งตนของบุคคลลดลง และอาจหลีกเลี่ยงการกระทำพฤติกรรมนั้น ๆ ได้

 

 

 

 

ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองของ Bandura ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของการรับรู้ความสามารถของตนเองซึ่งเป็นปัจจัยส่วนบุคคล กับการเกิดพฤติกรรมซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวัง กล่าวคือ ผลลัพธ์จากการกระทำพฤติกรรมใด ๆ ก็ตาม เกิดขึ้นจากความคาดหวัง 2 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจหรือการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของบุคคล ได้แก่ (1) ความคาดหวังในความสามารถของตนเองหรือการรับรู้ความสามารถของตนเอง – ยิ่งบุคคลมีความเชื่อในความสามารถของตนเองมากเท่าใด ก็มีแนวโน้มที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้นเท่านั้น และ (2) ความคาดหวังในผลลัพธ์ – การประเมินว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะทำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังหรือได้หรือไม่

 

เมื่อบุคคลมีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูง เชื่อว่าตนสามารถกระทำการบางอย่างได้ ก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมนั้นได้ และหากบุคคลมีความคาดหวังในผลลัพธ์สูง ก็จะยิ่งช่วยให้พฤติกรรมนั้นเกิดผลสำเร็จตามที่คาดหวัง แต่หากมีความคาดหวังในผลลัพธ์ที่ต่ำ พฤติกรรมนั้นอาจจะคงอยู่ได้ไม่นาน และอาจทำให้เกิดความล้มเหลว ไม่สำเร็จผล ในทางกลับกันหากบุคคลมีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ ไม่เชื่อว่าตนเองจะกระทำการบางอย่างได้ พฤติกรรมก็จะไม่เกิด และผลลัพธ์ที่คาดหวังก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย

 

 

นอกจากนี้ Bandura 1986 ได้อธิบายถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากการรับรู้ความสามารถของตนเอง ดังนี้

 

  1. พฤติกรรมการเลือก – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูง จะมีพฤติกรรมการเลือกทำในสิ่งที่ยาก และจะพัฒนาตนเองเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
  2. การใช้ความพยายามและความมุ่งมั่น – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูงจะพยายามและมุ่งมั่นในการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากกว่าบุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ
  3. รูปแบบของการคิดและการตอบสนองทางอารมณ์ – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองสูงจะมองว่าความล้มเหลวเกิดจากความพยายามที่ไม่มากพอ มองว่าประเมินว่าตนเองไม่มีความสามารถ
  4. การกำหนดพฤติกรรมของตนเอง – บุคคลที่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่จะยอมรับผลสำเร็จว่าเกิดจากการกระทำที่ใช้ความพยายามของตน ไม่ได้มาจากโชคชะตา

 

 

 


 

 

 

ข้อมูลจาก

 

พัฐปณิตา จันกลิ่น, วันวิสา พิทักษ์พินิจนันท์ & ศิวนาถ รักการงาน. (2556). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกาย การซึมซับจากวัฒนธรรมสังคมและความไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์กับเจตนาที่จะออกกำลังกาย [โครงการวิชาการวิทยาศาสตรบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.SP.2013.11

 

มนชนก เฮงสุวรรณ. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่สอดคล้องระหว่างบุคคลกับงาน ความแตกต่างระหว่างบุคคล การปั้นงาน และความผูกใจมั่นในงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรกำกับและตัวแปรส่งผ่าน [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2015.270

 

วรรณชนก อยู่ถมยา. (2568). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2025.92

คณะจิตวิทยาเข้าร่วมโครงการสหเวชศาสตร์เสริมสร้างสุขภาพชุมชนบ้านครัวแบบบูรณาการและยั่งยืน

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมโครงการสหเวชศาสตร์เสริมสร้างสุขภาพชุมชนบ้านครัวแบบบูรณาการและยั่งยืน ซึ่งจัดโดย คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ สุเหร่ากองอาสาจาม (มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์)

กิจกรรมของคณะจิตวิทยา ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมความเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion) ผ่านการเรียนรู้และประดิษฐ์ดอกไม้จากลวดกำมะหยี่ โดยนำองค์ความรู้ทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนในทุกช่วงวัย

คณะจิตวิทยา ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และผู้แทนจาก National Cheng Kung University (NCKU)

 

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และผู้แทนจาก National Cheng Kung University (NCKU) ได้แก่

  • Chair Prof. Fong-Chin Su
  • Ms. Mirabell Chien
  • Ms. June Hsu
  • Ms. Kanjana Chaitika

 

ในการเยี่ยมเยือนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัยระหว่างสถาบัน โดยมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

 

ผศ. ดร.พีร วงศ์อุปราช ได้บรรยายและนำเสนอผลงานทางวิชาการและงานวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Neuroscience และ Electroencephalography (EEG) พร้อมทั้งนำคณะผู้แทนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ EEG และพื้นที่ Lab Space ของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพและแนวทางการดำเนินงานวิจัยในด้านดังกล่าว

 

ผศ. ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช ได้แนะนำแนวทางและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือด้านงานวิจัยกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับ ทุนสนับสนุนการวิจัย และโอกาสในการเข้าร่วม การประชุมวิชาการในระดับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกัน

 

นอกจากนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ผศ. ดร.สุภลัคน์ ลวดลาย และ ผศ. ดร.พจ ธรรมพีร ได้เข้าร่วมให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก NCKU และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัยในโอกาสดังกล่าว

 

การเยี่ยมเยือนครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการดำเนินงานวิจัยระหว่างทั้งสองสถาบัน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมและวางรากฐานสำหรับการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยระหว่าง คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ National Cheng Kung University ในอนาคต

 

 

 

 

 

คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะนักเรียนและครูจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน

 

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้อนรับคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และครูผู้ดูแล จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และความเข้าใจในสาขาวิชาจิตวิทยา

 

โอกาสนี้ นางสาวเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ คณะจิตวิทยา กล่าวต้อนรับคณะศึกษาดูงาน และแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ ร่วมถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง และบรรยายด้านศาสตร์ความรู้ทางจิตวิทยาในหัวข้อ “Psychology and the Brain”

 

 

 

เข้าใจความกังวล เมื่อสมองพยายามปกป้องเรา

 

เคยไหม… กังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น คิดวนกับบทสนทนาเดิม ๆ หรือเผลอถามตัวเองว่า

 

“ถ้าทำพลาดจะเป็นอย่างไร?”

“ถ้าเขาไม่ชอบเราล่ะ?”

“ถ้าอนาคตไม่เป็นอย่างที่คิดจะทำอย่างไร?”

 

ความกังวล (Worry) และความกลัว (Fear) เป็นความรู้สึกพื้นฐานที่ทุกคนมี และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา “คิดมากเกินไป” เสมอไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่สมองใช้เพื่อช่วยให้เราระมัดระวัง เตรียมพร้อม และประเมินว่าอะไรปลอดภัยหรืออาจเป็นอันตราย

 

จากความกลัวในวัยเด็ก สู่ความกังวลในวัยผู้ใหญ่

 

เมื่อเราเติบโตขึ้น สิ่งที่ทำให้กังวลอาจเปลี่ยนไปตามประสบการณ์และบทบาทในชีวิต

 

ในวัยเด็ก เราอาจกลัวความมืด กลัวสัตว์ประหลาด หรือไม่อยากอยู่ห่างจากพ่อแม่ เมื่อเข้าสู่วัยเรียน ความกังวลอาจเปลี่ยนเป็นเรื่องสอบ การถูกตำหนิ หรือการยอมรับจากเพื่อน

 

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ความกังวลเริ่มซับซ้อนขึ้น ทั้งเรื่องเพื่อน ความสัมพันธ์ รูปลักษณ์ การเรียน อนาคต และคำถามสำคัญว่า “ฉันเป็นใคร?”
และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนรูปแบบอีกครั้ง เช่น

 

  • งานและความก้าวหน้าในอาชีพ
  • ความสัมพันธ์และการยอมรับจากคนรอบตัว
  • การเงินและความมั่นคง
  • การตัดสินใจเรื่องอนาคต
  • ความคาดหวังจากตัวเองและสังคม
  • ความไม่แน่นอนที่เราไม่สามารถควบคุมได้

 

บางครั้งจึงไม่ใช่ว่าเรา “โตแล้วทำไมยังกลัว” แต่เป็นเพราะ สมองยังคงทำหน้าที่เดิม คือพยายามเตรียมเราให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น

 

 

แล้วสมองช่วยเราจัดการกับความกังวลอย่างไร?

 

หนึ่งในส่วนสำคัญคือ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิด การประเมินสถานการณ์ และการควบคุมอารมณ์ โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

1. ช่วยให้เราเห็นมากกว่า “ความรู้สึกเดียว”

 

เมื่อเรากังวล เราอาจรู้สึกเหมือนความกลัวเข้ามาครอบงำทั้งหมด แต่เมื่อสมองพัฒนาความสามารถในการบูรณาการอารมณ์มากขึ้น เราสามารถรับรู้ความรู้สึกหลายอย่างพร้อมกันได้

เช่น “ฉันกลัวที่จะเปลี่ยนงาน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสใหม่”
การรู้สึกกลัวไม่ได้แปลว่าเราต้องหยุดเสมอไป เพราะเราสามารถรู้สึกกลัวและอยากลองไปพร้อมกันได้

 

2. ช่วยให้เราควบคุมการตอบสนองทางอารมณ์

 

สมองส่วนหน้ามีส่วนช่วยในการควบคุมอารมณ์ ทำให้เราค่อย ๆ เปลี่ยนจากการตอบสนองทันที มาเป็นการหยุดคิดและเลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร

เช่น แทนที่จะรีบตอบข้อความด้วยอารมณ์ เราอาจหยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร และฉันอยากตอบอย่างไร?”
การหยุดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เรามีพื้นที่ในการเลือกมากขึ้น

 

3. ช่วยให้เราแยก “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ออกจาก “สิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้น”

 

ความกังวลมักพาเราไปอยู่กับอนาคต

เช่น “ถ้าฉันทำพลาดล่ะ?” “ถ้าเขาไม่ชอบฉันล่ะ?” “ถ้าเรื่องนี้แย่กว่าที่คิดล่ะ?”

สมองส่วนหน้าช่วยให้เรานำข้อมูลที่มีมาประเมินสถานการณ์และแยกแยะว่าอะไรคือสัญญาณอันตรายจริง อะไรคือสิ่งใหม่ที่เรายังต้องเรียนรู้ และอะไรคือความเป็นไปได้ที่เรากำลังคาดการณ์ขึ้นมาเอง

 

 

ดังนั้น… เราไม่จำเป็นต้องกำจัดความกังวลให้หมด

 

เป้าหมายของการจัดการความกังวล ไม่ใช่การทำให้ตัวเองไม่กลัวอีกต่อไป

เพราะความกลัวและความกังวลมีประโยชน์ หากมันช่วยให้เราเตรียมตัว ระมัดระวัง และตัดสินใจอย่างรอบคอบ

 

สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ว่า เมื่อความกังวลเกิดขึ้น เราจะรับฟังมันอย่างไร และเลือกตอบสนองอย่างไร

 

ลองเปลี่ยนจาก “ฉันไม่ควรกังวลเลย” เป็น “ตอนนี้ฉันกำลังกังวล และฉันอยากเข้าใจว่าความกังวลนี้กำลังบอกอะไรฉัน”

 

เพราะการเติบโตไม่ได้หมายถึงการที่เราจะไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป แต่คือการที่เราเริ่มเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น และสามารถเลือกวิธีตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

 

ความกล้าหาญจึงไม่ใช่การไม่รู้สึกกลัว

แต่คือการรู้สึกกลัว และยังค่อย ๆ ก้าวต่อไปได้

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Daniels, N. (n.d.). Child Therapist’s List of Childhood Fears by Age. AT Parenting Survival for Anxiety & OCD. https://childocdtherapist.com/childhood-fears-by-age/

 

Gonçalves, D. C., & Byrne, G. J. (2012). Who worries most? Worry prevalence and patterns across the lifespan. International Journal of Geriatric Psychiatry, 28(1), 41–49. https://doi.org/10.1002/gps.3788

 

MacNamara, D. (n.d.). What Kids Worry and Fear at Different Ages. Deborah MacNamara. https://macnamara.ca/portfolio/what-kids-worry-and-fear-at-different-ages/

 

Wilkinson, P. O., Qiu, T., Jesmont, C., Neufeld, S. A. S., Kaur, S. P., Jones, P. B., & Goodyer, I. M. (2022). Age and gender effects on non-suicidal self-injury, and their interplay with psychological distress. Journal of Affective Disorders, 306, 240–245. https://doi.org/10.1016/j.jad.2022.03.021

 

 

 


 

 

บทความโดย
วธูสิริ พรหมดวง
นักจิตวิทยา ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย

 

คณะจิตวิทยา ต้อนรับผู้แทนจาก คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในโอกาสเยี่ยมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นพดล ชุมชอบ ผู้รักษาการแทนคณบดี และ อาจารย์ ดร.ธนศักดิ์ จันทศิลป์ รักษาการแทนหัวหน้าสาขาวิชาจิตวิทยา พร้อมด้วยคณะผู้แทน เดินทางมาเยี่ยมชมคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านจิตวิทยา

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนได้รับการต้อนรับจาก ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วย ผศ. ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตร์จิตวิทยา และ ผศ. ดร.อภิชญา ไชยวุฒิกรณ์วานิช อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคมและแขนงวิชาจิตวิทยาคลินิก โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านจิตวิทยา รวมถึงเยี่ยมชมห้องประชุม ชั้น 4 PSYCH SPACE และ PSY LAB ชั้น 3 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

 

 

คณะจิตวิทยาร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการบริการชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิต ณ โรงเรียนวัดชัยมงคล

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัด “โครงการบริการชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิต: โรงเรียนวัดชัยมงคล” ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพยาบาลศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ BEEU Consultancy โดยดำเนินกิจกรรม ณ โรงเรียนวัดชัยมงคล รวม 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม – 20 สิงหาคม 2569 มุ่งส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนโรงเรียนอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้งนักเรียน ครู และผู้บริหาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการพัฒนาของนักเรียนในทุกช่วงวัย

 

สำหรับนักเรียน คณะจิตวิทยา โดยศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย (Life-Di Center) จัดกิจกรรมสำหรับนักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้น โดยเน้นการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหาร (Executive Functions: EF) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการกำกับตนเอง ผ่านกระบวนการประเมินพัฒนาการ กิจกรรมสร้างเสริมทักษะ และการประเมินผลหลังดำเนินกิจกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองที่ประสงค์เข้ารับคำปรึกษา เพื่อร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้สอดคล้องกันระหว่างบ้านและโรงเรียน ขณะที่ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Psy Wellness Center) ดำเนินกิจกรรมสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 โดยมุ่งพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์ (Emotion Regulation) ผ่านการประเมินก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรม การให้ความรู้ และการฝึกทักษะที่ช่วยให้นักเรียนสามารถรับมือกับความท้าทายและอารมณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างเหมาะสม โดยการดำเนินงานของทั้งสองศูนย์มีนักจิตวิทยาประจำศูนย์และนิสิตฝึกงานร่วมเป็นทีมดำเนินกิจกรรม

 

นอกจากนี้ ผศ. ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสื่อสารเชิงบวก” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 โดยสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียน (Bullying) และแนวทางการสื่อสารที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ขณะที่คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ ส่งนิสิตจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขอนามัยในวัยรุ่นแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา นำนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจัดกิจกรรมกายบริหารและแอโรบิกหน้าเสาธงสำหรับนักเรียนทุกระดับชั้นและคุณครู เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายควบคู่กับสุขภาวะทางจิต

 

ในส่วนของครูและผู้บริหารโรงเรียน คณะจิตวิทยา โดยศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (PSYCH-CEO Center) ประสานความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรและ BEEU Consultancy ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ ทักษะ และสุขภาวะของบุคลากร โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรให้ความรู้ด้านการออม การลงทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้ ขณะที่ BEEU Consultancy จัดกิจกรรม “เปิดพลังแห่งการสร้างสรรค์คุณค่า ด้วย Lego Serious Play” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คุณครูได้สะท้อนความหมายของการเป็นครูและคุณค่าในตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาวะในการทำงานและลดความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ นอกจากนี้ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ โดย ผศ. ดร.รัฐชัย ศีลาเจริญ หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ” เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการทางการเงินและการวางแผนชีวิตในระยะยาว ขณะที่คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ส่งนักกายภาพบำบัดจัดกิจกรรม “ยืดเหยียดผ่อนคลาย” พร้อมแนะนำวิธีการยืดเหยียดที่ถูกต้องเพื่อช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อและอาการออฟฟิศซินโดรม

 

การดำเนินโครงการมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อสุขภาวะทางจิตของนักเรียนตามช่วงวัย ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของครูและผู้บริหารในการดูแลทั้งตนเองและนักเรียน รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และภาคีเครือข่าย โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศสุขภาวะทางจิตในโรงเรียน (School Mental Health Ecosystem) ที่เอื้อต่อการส่งเสริม ป้องกัน และพัฒนาสุขภาวะทางจิตของนักเรียน ครู และครอบครัวอย่างยั่งยืน

 

 

Psy Talk: ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจสำหรับเด็กวัยเรียน : ผ่านมุมมองทางจิตวิทยา

 

Psy Talk: ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจสำหรับเด็กวัยเรียน : ผ่านมุมมองทางจิตวิทยา

โดย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 – 19.00 น.

ผ่านช่องทาง Facebook Fanpage : Psychology CU

 

ร่วมพูดคุยโดย

  • รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี — #จิตวิทยาคลินิก
  • ผศ. ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ — #จิตวิทยาสังคม และ #จิตวิทยาประยุกต์
  • ผศ. ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน — #จิตวิทยาพัฒนาการ
  • ผศ. ดร.พนิตา เสือสรรณศรี — #จิตวิทยาการปรึกษา

 

ดำเนินรายการและร่วมเสวนาโดย

  • ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬา

 

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พร้อมพงศ์ เพียรพินิจธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้รับมอบ ณ ชั้น 13 อาคารสรรพศาสตร์วิจัย จุฬาฯ

 

 

 

 

คณะจิตวิทยาเข้าร่วมแสดงมุทิตาจิต ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต หลักสูตร การเตรียมตัวและการปฏิบัติตนหลังเกษียณ ประจำปี พ.ศ. 2569

 

คณะจิตวิทยาเข้าร่วมแสดงมุทิตาจิต ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต หลักสูตรการเตรียมตัวและการปฏิบัติตนหลังเกษียณ ประจำปี พ.ศ. 2569 ของมหาวิทยาลัย ที่จัดขึ้นให้กับผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ซึ่งในปี พ.ศ. 2569 นี้คณะจิตวิทยามีผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2 ท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ อดีตคณบดีคณะจิตวิทยา และอาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา แขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ
และ คุณกรินทร์ วิลาวรณ์ หัวหน้างานบริการการศึกษาและวิรัชกิจ