ข่าวและกิจกรรม

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 5

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 5 โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ

Learning Emotionally Focused Couple Therapy (EFT): An Introduction to Comprehensive Theory, Basic Skills, and a Step-by-Step Process

 

การอบรมนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน ทักษะที่สำคัญและกระบวนการตามแนวคิด Emotionally Focused Couple Therapy (EFT) เหมาะสำหรับนักจิตวิทยา หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต จัดโดย ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wellness) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

วันที่ 07-09 มีนาคม 2569 เวลา 9.30 – 16.30 น.
ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

วิทยากร

 

รับจำนวนจำกัด 25 ท่าน เท่านั้น

 

ลงทะเบียนทาง: https://forms.gle/TU3Xb1aG7YVL6WkB8
หนังสือเชิญ:

 

 

เนื้อหาการอบรม
  • แนวคิดและทฤษฎีจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ทักษะที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน จิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • กระบวนการและกลไกของจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)
  • ขั้นตอนจิตบำบัดแบบการมุ่งเน้นทางอารมณ์สำหรับคู่รัก (Emotionally Focused Couple Therapy)

 

อัตราค่าลงทะเบียน
  • 8,500 บาท (อัตราค่าลงทะเบียนนี้ รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารการอบรมและประกาศนียบัตรสำหรับผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 80% ของเนื้อหา)

 

*การยกเลิกการลงทะเบียน ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าลงทะเบียนทุกกรณี*

 

 

 

 

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เบอร์โทรศัพท์โครงการ : 092-268-2385
อีเมล : psychulaworkshop@gmail.com

เลื่อนไปเรื่อย ๆ ไม่เสร็จเสียที… ทำอย่างไรดีกับการผัดวันประกันพรุ่ง

 

  • “อีกแป็บนึง..”
  • “เดี๋ยวค่อยทำละกัน…”
  • “ไว้ทีหลังละกันนะ…”
  • “เดี๋ยวค่อยคิด…”

 

หลายคนคงเคยพูดประโยคเหล่านี้กันมาบ้าง บางครั้งเราใช้ประโยคเหล่านี้เพราะเราอาจจะกำลังยุ่งกับเรื่องหลายเรื่อง และบางครั้งเราก็จะใช้ประโยคเหล่านี้เพียงเพราะเรายังไม่อยากจะทำงานที่เราต้องทำ ไม่อยากจะอ่านหนังสือที่จำเป็นต้องอ่านเพื่อทำรายงาน หรือแม้แต่ไม่อยากตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องเพราะไม่อยากจะคิดถึงเรื่องนั้น ๆ

 

เหตุการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า “การผัดวันประกันพรุ่ง” (Procrastination) หรือ การที่เราเลื่อนการทำอะไรบางอย่างหรือแม้แต่เลื่อนการตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผล ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ยากเกินไปกว่าความสามารถของเราที่จะทำได้ และเราก็รู้อยู่แล้วว่า การเลื่อนที่จะทำสิ่งเหล่านั้นออกไปอาจจะส่งผลเสียต่อเราในภายหลังได้ อย่างเช่นว่า สุดท้ายแล้วงานชิ้นนั้นก็ไม่เสร็จเสียที จนอาจทำให้เราไม่สามารถส่งงานได้ทันตามกำหนด

 

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งกันก่อน

 

 

 

ธรรมชาติของมนุษย์


 

 

เราทุกคนมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่งอยู่ในตัวเองอยู่แล้วไม่มากก็น้อย เนื่องจากเรามีพลังงานและเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ดังนั้นเรื่องบางเรื่องหรืองานบางงานที่เราตั้งใจจะทำ มันก็อาจจะถูกเลื่อนออกไปก่อน เพราะเราหมดแรงหรือไม่มีเวลาพอที่จะทำสิ่งนั้นให้เสร็จได้ เราสามารถผัดวันประกันพรุ่งได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กขนาดไหน

 

การผัดวันประกันพรุ่ง มี 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ

 

  1. การผัดวันประกันพรุ่งแบบไม่ตั้งใจ (Passive procrastination)

    เป็นการผัดวันประกันพรุ่งที่ตัวเราเองตัดสินใจแล้วว่าจะทำสิ่ง ๆ นั้นให้เสร็จ แต่เราก็หลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการลงมือทำสิ่งนั้นออกไป จนสุดท้ายแล้วก็ไม่ลงมือทำเสียที เช่น เราอาจจะคิดว่า “เดี๋ยวเราจะเริ่มพิมพ์รายงานหลังจากที่เราล้างจานเสร็จ” แต่เมื่อล้างจานเสร็จ เราก็มีความคิดใหม่ว่า “ขอถูบ้านก่อนละกัน เดี๋ยวถูบ้านเสร็จจะเริ่มทำรายงานละ” แล้วก็มีเรื่องอื่น ๆ ให้ทำขึ้นมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ไม่ได้ทำรายงานเสียที ผลสุดท้ายสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาจากการผัดวันประกันพรุ่งแบบไม่ตั้งใจคือ “ความรู้สึกผิด” ที่ไม่ลงมือทำสิ่งนั้น จนสุดท้ายอาจทำให้เสียโอกาสบางอย่างไป

  2. การผัดวันประกันพรุ่งแบบตั้งใจ (Active procrastination)

    เป็นการผัดวันประกันพรุ่งที่ตัวเรามีการ วางแผน และตั้งใจที่จะเลื่อนการทำสิ่ง ๆ นั้นออกไป การผัดวันประกันพรุ่งในรูปแบบนี้มักจะเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า “การทำงานภายใต้แรงกดดันของเวลาจะทำให้เราทำงานได้ดีที่สุด” สำหรับบางคนความเชื่อนี้อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง แต่ก็ไม่เสมอไป ถึงแม้เราจะพบว่า เราสามารถทำงานได้ดีภายใต้แรงกดดันของเวลา แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่เราทำสิ่งนั้นเสร็จคือ ความรู้สึกของการเป็นเหยื่อจากการผัดวันประกันพรุ่ง เช่น ความรู้สึกเหนื่อยจากการที่ต้องรีบและทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับสิ่งเดียวเพื่อให้เสร็จทันเวลาที่กำหนด หรือ การมีความคิดว่า “หากมีเวลามากกว่านี้ ก็คงไม่ต้องรีบและเหนื่อยขนาดนี้”

 

โดยส่วนใหญ่แล้ว การผัดวันประกันพรุ่งมักเกิดขึ้นในลักษณะของการที่เราเลือกที่จะทำสิ่งที่สำคัญน้อยกว่าก่อน โดยเลื่อนสิ่งที่เป็นเรื่องที่สำคัญออกไป

 

และเมื่อเราเลื่อนสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไป เราก็มักจะบอกกับตัวเองว่า “เราก็ทำบางอย่างเสร็จเหมือนกันนะ (ถึงแม้จะสำคัญน้อยกว่าเรื่องที่ควรจะทำก็ตาม) ดังนั้นการที่เราเลือกจะไม่ทำสิ่งนี้แล้วไปทำสิ่งอื่นก่อน ก็ไม่แย่นะ… เพราะเราก็ทำสิ่งที่เราเลือกเสร็จไง !!!” แต่ถ้าลองพิจารณาให้ดี ก็จะรู้ว่า ในความเป็นจริงแล้วเรากำลังผัดวันประกันพรุ่ง โดยเลือกทำในสิ่งที่ไม่สำคัญ (และบางครั้งอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำในเวลานั้น) หรือ มีความสำคัญน้อยกว่า และเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่จริง ๆ แล้วควรจะทำให้เสร็จในตอนนี้

 

บ่อยครั้งในการผัดวันประกันพรุ่ง กิจกรรมที่เราเลือกทำมักจะเป็นกิจกรรมที่เราชอบ หรือสร้างความสุขให้กับเรา ซึ่งหากดูเผิน ๆ สิ่งนี้ก็น่าจะดี เพราะอย่างน้อยก็ช่วยสร้างความสุข ความผ่อนคลายให้กับเราได้ แต่… สุดท้ายแล้ว เมื่อต้องกลับมาทำสิ่งที่เราเคยเลื่อนมันออกไปให้เสร็จ การผัดวันประกันพรุ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง (Self-criticism) หรือทำให้เรารู้สึกเครียด รู้สึกเศร้า หรือ รู้สึกแย่กับตัวเองได้

 

 

ทำไมเราจึงผัดวันประกันพรุ่ง ???


 

 

สาเหตุของการผัดวันประกันพรุ่งมีอยู่หลากหลายสาเหตุ เช่น

 

แรงจูงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผัดวันประกันพรุ่งแบบตั้งใจ เราใช้การผัดวันประกันพรุ่งรูปแบบนี้ก็เพราะเชื่อว่า ยิ่งใกล้หมดเวลา เรายิ่งมีแรงกระตุ้นที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งนั้นให้เสร็จ เหมือนเราใช้กำหนดเวลาเป็นตัวผลักดันให้ทำสิ่งนั้นให้เสร็จทันตามเวลาที่กำหนด

 

การรับรู้ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งที่ต้องทำ ลองนึกถึงสถานการณ์เมื่อเรานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อจะเริ่มพิมพ์งาน หรือ กำลังมองหนังสือที่เรากำลังจะอ่าน เราอาจจะรู้สึกเบื่อ เหนื่อย ไม่อยากทำ เรารับรู้ความรู้สึกนั้นและไม่อยากจะรู้สึกแบบนั้น เราจึงเลือกที่จะไปทำอย่างอื่นก่อนเพื่อให้หลุดออกจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น โดยลืมคิดไปว่า สุดท้ายแล้วหากงานไม่เสร็จ หรือ อ่านหนังสือไม่จบ จะเกิดอะไรขึ้นและเราจะรู้สึกอย่างไร

 

ความสามารถในการจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อนาคตคือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น การคิดถึงอนาคตจึงเป็นเพียงการจินตนาการว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งบางครั้งเราอาจจะประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการผัดวันประกันพรุ่งรุนแรงน้อยกว่าความเป็นจริง เช่น ความเครียดที่เกิดขึ้นจากกำหนดเวลาที่ใกล้เข้ามา หรือ ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นเพราะพลาดโอกาสบางอย่างจากการไม่ตัดสินใจ เป็นต้น เราอาจไม่ทันคิดว่าเมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาส่งงานเราจะเครียดได้มากขนาดไหน จึงทำให้เราตัดสินใจที่จะเลื่อนสิ่งที่จำเป็นต้องทำออกไปเพราะเราประเมินว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่น่ากังวล

 

การประเมินเวลาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เราอาจไม่ได้มีความสามารถในการประเมินเวลาที่ใช้แม่นยำมากนัก ไม่ว่าจะในรูปแบบของการประเมินเวลาที่ใช้น้อยกว่าความเป็นจริงหรือมากกว่าความเป็นจริง เมื่อเราประเมินว่าสิ่งที่เราต้องทำนั้นใช้เวลาน้อยกว่าความเป็นจริง เราก็จะคิดว่า “น่าจะมีเวลาพอแหละที่จะทำให้เสร็จ” “ก็เหลืออีกไม่กี่หน้านะที่ต้องอ่าน ทันแหละ…” ดังนั้นเราจึงเลือกที่จะเลื่อนสิ่งนั้นออกไปเพราะคิดว่า “เดี๋ยวค่อยทำ… ยังไงก็ทัน” ในทางตรงกันข้าม หากเราประเมินว่าสิ่งที่ต้องทำนั้นใช้เวลามากเหลือเกิน เราก็มีแนวโน้มที่จะเลื่อนการทำสิ่งนั้นออกไปเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากตกอยู่ในความเครียด ความเหนื่อย หรือ ความเบื่อ นานขนาดนั้น

 

รอเวลาที่เหมาะสม หรือก็คือ เวลาที่เราจะรู้สึกพร้อม ไม่เหนื่อย เต็มไปด้วยพลัง ดังนั้นเมื่อต้องทำอะไรบางอย่างด้วยความไม่พร้อม เราจึงเริ่มคิดถึงการเลื่อนสิ่งนั้นออกไปก่อน ขอไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ตัวเองพร้อมกว่านี้ ซึ่งในความจริงแล้วช่วงเวลาที่เราจะรู้สึกพร้อมและเต็มไปด้วยพลังนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้น้อยครั้ง หรือ อาจจะไม่มีอยู่จริง

 

 

ทำอย่างไรกับการผัดวันประกันพรุ่ง ???


 

 

  • สิ่งแรกที่สำคัญคือ หาสาเหตุว่า ทำไมเราจึงผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเราไม่มีแรงจูงใจ ? เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับความเครียด ? เพราะคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ? เพราะรู้สึกไม่พร้อม ? เพราะอะไร ? การที่เราสามารถบอกได้ว่าเราเลื่อนที่จะทำสิ่งนั้นออกไปเพราะอะไร จะช่วยให้สามารถแก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น
  • สร้างตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) เพราะหลายครั้งเราทำสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยความเคยชิน เช่นเดียวกันกับการผัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้นหากเรารู้ตัวว่า “เราไม่อยากทำสิ่งนี้ เราอยากจะทำอย่างอื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาทำสิ่งนี้ทีหลัง” หรือก็คือ เรารู้ตัวว่า กำลังจะตัดสินใจใช้การผัดวันประกันพรุ่งแล้ว… เราจะสามารถหยุดพฤติกรรมนั้นได้
  • ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนอาจทำให้เรารู้สึกเครียดและประเมินสิ่งต่าง ๆ ไม่ตรงตามความเป็นจริง
  • เตือนตัวเองไว้เสมอว่า “เวลาที่เหมาะสม” ไม่มีอยู่จริง เพราะการรอให้ทุกอย่างพร้อมเพื่อทำบางสิ่งบางอย่างนั้น อาจกลายเป็นว่า เรามัวแต่รอไปเรื่อย ๆ เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเราก็ต้องกลับมาเร่งตัวเองเพื่อให้สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ให้เสร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด รู้สึกเครียดที่จะต้องเร่งตัวเอง และรู้สึกผิดที่มัวแต่รอเวลาที่เหมาะสม
  • วางตารางเวลาของตัวเองในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรประจำวัน การรู้ตารางเวลากิจวัตรประจำวันจะช่วยให้เราสามารถประเมินเวลาและพลังงานของเราในเบื้องต้นได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับเราในแต่ละวัน และจะมีช่วงเวลาไหนบ้างที่เราจะสามารถพักเหนื่อย สร้างพลังให้กับตัวเอง เพื่อให้สามารถจัดการเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือไปจากกิจวัตรประจำวันของเราได้

 

สุดท้าย… หากเราได้ผัดวันประกันพรุ่งไปแล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือการตำหนิตัวเอง ขอให้เตือนตัวเองไว้ว่า การตำหนิตัวเองไม่ได้ช่วยให้เราหยุดการผัดวันประกันพรุ่งได้ แต่กลับเป็นการทำลายกำลังใจของตัวเอง

 

  • ดังนั้น หยุดตำหนิตัวเอง แล้วกลับมาหาสาเหตุของการผัดวันประกันพรุ่ง เพื่อที่จะปรับพฤติกรรมของตัวเอง และทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามที่ตั้งใจโดยไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่ง

 

 

 

 

รายการอ้างอิง

 

Finch, H. (2020). The psychology of procrastination: Understand your habits, find motivation, and get things done. Rockridge Press: California.

 

 

 

 


 

 

บทความโดย

ผศ. ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ

 

ขอแสดงความยินดีกับ นิสิตปริญญาเอก แขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ ที่ได้รับทุน Erasmus+ Programme ประจำปีการศึกษา 2568

 

คณะจิตวิทยาขอแสดงความยินดีกับ ผศ.นฤมล เพ็ชรทิพย์ และ คุณศิวกร เสวตสมบูรณ์ นิสิตปริญญาเอก แขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ที่ได้รับทุน Erasmus+ Programme เพื่อไปแลกเปลี่ยน ณ University of Trento สาธารณรัฐอิตาลี ประจำปีการศึกษา 2568 ตั้งแต่ เดือนเมษายน ถึง กรกฎาคม 2569

คณะจิตวิทยาเข้าพบท่านอธิการบดี เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569

 

วันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เข้าพบท่านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร เพื่อขอพรปีใหม่เนื่องในโอกาสขึ้นปีพุทธศักราช 2569 โดยท่านอธิการได้ให้คำอวยพรที่เป็นสิริมงคลต่อคณะจิตวิทยา

 

 

 

 

 

Social So Chill – Monthly Live Talk 2026

 

Social So Chill – Monthly Live Talk

 

 

2569


 

 

Ep.01 – แบ่งพรรคแบ่งสี เพราะความดีเราต่างกัน

วิทยากร: คุณธนกฤต สำราญกมล นิสิตปริญญาเอก

ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์กุสุมา ลีลานราธิวัฒน์

 

Ep.02 – แนวทางโน้มน้าวใจเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มผู้สูงอายุ

วิทยากร: อาจารย์ ดร.ปิยกฤตา เครือหิรัญ

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมค่ายอนามัยชุมชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2568

 

วันที่ 16-18 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาเครือข่ายนิสิตนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย สโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สโมสรนักศึกษาพยาบาล สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และคณะกรรมการนิสิตคณะจิตวิทยา จัดกิจกรรมค่ายอนามัยชุมชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2568 ณ โรงเรียนบ้านหนองประโยชน์ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา
กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสหวิชาชีพ โดยนิสิตจากแต่ละคณะได้นำความรู้เฉพาะทางมาประยุกต์ใช้จริงในชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมจิตสาธารณะของผู้เข้าร่วมโครงการให้เป็นผู้ที่พร้อมรับใช้สังคมอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

พิธีเปิดการประชุมวิชาการ Engagement Thailand ครั้งที่ 10 หัวข้อ “Future Holistic Engagement”

 

วันที่ 14 มกราคม 2569 ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการ Engagement Thailand ครั้งที่ 10 หัวข้อ “Future Holistic Engagement” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 มกราคม 2569 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านพันธกิจสัมพันธ์ระหว่างภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยในประเทศ และต่างประเทศ ผ่านกรณีศึกษาการดำเนินงานด้านพันธกิจสัมพันธ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาแนวทางการบูรณาการด้านพันธกิจสัมพันธ์กับการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ กิจการนิสิต เพื่อใช้ในการพัฒนาสังคมและชุมชนประเทศไทย
ในการนี้ คณะจิตวิทยาได้ร่วมนำเสนอโครงการบริการวิชาการเพื่อชุมชน โครงการพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์และลดความเครียด : ชุมชนบรรทัดทองและโรงเรียนวัดชัยมงคล ด้วย โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่ดำเนินร่วมกันระหว่าง คณะจิตวิทยา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะสหเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ในการเข้าไปทำกิจกรรมส่งเสริมทักษะการจัดการอารมณ์และลดความเครียด ให้แก่ครูและนักเรียนในโรงเรียนวัดชัยมงคล เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา

โครงการอบรม เรื่อง การวิเคราะห์อํานาจการทดสอบทางสถิติด้วย เทคนิค Monte Carlo

 

โครงการฝึกอบรมด้านจิตวิทยา เรื่อง
การวิเคราะห์อํานาจการทดสอบทางสถิติด้วยเทคนิค Monte Carlo

 

 

 

 

 

การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติ (power analysis) มีความสำคัญอย่างมากกับการออกแบบงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัยอย่างเหมาะสม การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติมี 2 กลุ่มใหญ่ คือ การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎี (analytic power) และการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงการจำลองข้อมูล ซึ่งการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎีจะวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติโดยสมการที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างขนาดอิทธิพล จำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัย และระดับของการตัดสินใจผิดพลาดแบบ Type I และ Type II (ที่นักวิจัยมักจะวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมต่าง ๆ เช่น G*Power) ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎีอาจทำได้เร็วและง่าย แต่ก็อาจไม่ได้สะท้อน “งานวิจัยจริง” มากนัก กล่าวคือ การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎีจะวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิิติภายใต้กระบวนการวิจัยที่เป็น “อุดมคติ” เช่น การกระจายของข้อมูลไม่ได้เบี่ยงเบนไปจากการกระจายแบบโค้งปกติไม่มีความคลาดเคลื่อนของการวัด หรือไม่มีข้อมูลสูญหาย ความไม่สอดคล้องกันระหว่างงานวิจัยจริงและกระบวนการวิจัยที่เป็นอุดมคติอาจทำให้นักวิจัยที่วิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติด้วยการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎีกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัยที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจเป็นปัญหาของงานวิจัยและศาสตร์จิตวิทยา (เช่น วิกฤตการทดสอบซ้ำ [replication crisis]) ในเวลาต่อมา

 

ด้วยเหตุนี้ โครงการนี้จะนำเสนอการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงการจำลองข้อมูล (simulation-based power) ด้วยเทคนิค Monte Carlo ซึ่งนักวิจัยจะสามารถวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติที่สะท้อนงานวิจัยจริงได้มากขึ้น เช่น สามารถกำหนดให้การกระจายของข้อมูลเบี่ยงเบนไปจากการกระจายแบบโค้งปกติได้ สามารถกำหนดความเที่ยงของการวัด (ที่มักจะน้อยกว่า 1.0) ได้ และสามารถกำหนดให้มีข้อมูลสูญหายได้

 

 

เนื้อหาในโครงการนี้มี 4 ส่วน (8 ชั่วโมง ส่วนละประมาณ 2 ชั่วโมง) ได้แก่

 

 

 

1. พื้นฐานของการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติและโปรแกรม R สำหรับการจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo

พื้นฐานเกี่ยวกับนัยทางสถิติ อำนาจการทดสอบทางสถิติ และพื้นฐานของโปรแกรม R สำหรับการจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo (มีคลิปพื้นฐานของโปรแกรม R 3 ชั่วโมง ให้ดูล่วงหน้า)

 

2. ส่วนประกอบสำคัญของการจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo สำหรับการวิจัยทางจิตวิทยา (และศาสตร์อื่น ๆ ที่อาจมีตัวแปรทางจิตวิทยา)

ประกอบด้วยการกระจายของข้อมูลที่เบี่ยงเบนไปจากการกระจายแบบโค้งปกติ ความคลาดเคลื่อนของการวัด และข้อมูลสูญหาย

 

3. การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติของวิเคราะห์พื้นฐาน

สถิติวิเคราะห์พื้นฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ Pearson, การเปรียบเทียบระหว่าง 2 เงื่อนไข (t-test), การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA), และการวิเคราะห์สมการถดถอย (Regression) [ผู้เข้าร่วมโครงการควรมีพื้นฐานของสถิติวิเคราะห์เหล่านี้]

 

4. การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเสร็จรูป (package) เฉพาะทาง

มีการสาธิตการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติของสถิติวิเคราะห์อื่น ๆ ที่มักจะอยู่ในการวิจัยทางจิตวิทยาและศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

 

โครงการนี้เหมาะสำหรับ – นักวิชาการ นิสิต/นักศึกษา ป.โท-เอก ที่สนใจเรื่อง Sample Size Planning

 

 

 

รูปแบบการจัดกิจกรรม

 


กลุ่ม Learner Track


  • บรรยายความรู้ ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 – 17.30 น.
    ออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom meeting
  • ได้รับ Certificate of Attendance

 


กลุ่ม Practitioner Track


  • บรรยายความรู้ ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 – 17.30 น.
    ออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom meeting
  • และมีการให้คำแนะนำกลุ่มย่อยโดยวิทยากร ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ และวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 จำนวน 5 กลุ่ม กลุ่มละ 1.5 ชั่วโมง ผ่านโปรแกรม Zoom meeting
      • กลุ่มที่ 1 : 28 ก.พ. 2569 เวลา 13.00 – 14.30 น.
      • กลุ่มที่ 2 : 28 ก.พ. 2569 เวลา 15.00 – 16.30 น.
      • กลุ่มที่ 3 : 1 มี.ค. 2569 เวลา 13.00 – 14.30 น.
      • กลุ่มที่ 4 : 1 มี.ค. 2569 เวลา 15.00 – 16.30 น.
      • กลุ่มที่ 5 : 1 มี.ค. 2569 เวลา 17.00 – 18.30 น.
  • ได้รับ Certificate of Achievement
      • โดยผู้เข้าร่วมการอบรมจะต้องทำ self-test online ได้คะแนนอย่างน้อยร้อยละ 80 (ทำกี่ครั้งก็ได้ก่อนกำหนด) และ
      • ส่งงาน project เล็ก ๆ สำหรับการใช้เทคนิคนี้คำนวณ Sample size ของงานวิจัย ซึ่งอาจเป็นงานวิจัยของตัวเอง/งานวิจัยที่สนใจ/โจทย์ที่วิทยากรเตรียมไว้ให้ (เข้ารับคำแนะนำตาม Slot เวลา)

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน

 

ประเภท
ค่าลงทะเบียน
Learner Track [Online] 2,400 บาท
Practitioner Track [Online] 3,000 บาท

 

หมายเหตุ

  1. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  2. สงวนสิทธิ์การยกเลิกการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและไม่คืนเงินค่าลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมทุกกรณี เว้นแต่คณะจิตวิทยามีการยกเลิกจัดโครงการ ซึ่งจะมีการแจ้งให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมทราบล่วงหน้า
  3. ขอยกเลิกจัดโครงการ กรณีมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมไม่ถึง 20 คน

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน

 

  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
    หากลิงค์รับสมัครยังคง activate ท่านสามารถดำเนินการสมัครและชำระค่าลงทะเบียนได้เลย
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วัน
  4. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมล กรุณาตรวจสอบข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ และอีเมล
  5. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย งานบริการวิชาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tel. 02-218-1307 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. (จันทร์ – ศุกร์)
E-mail: wathinee.s@chula.ac.th
Line OA ของ งานบริการวิชาการกลาง

 

 

 


 

ประโยชน์ของการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงการจำลองข้อมูล (simulation-based power) ด้วยเทคนิค Monte Carlo

 

 

Benefit 1 : การวิจัยเชิงทดลอง

 

การจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo

  • ไม่จำเป็นต้องระบุขนาดอิทธิพล (เช่น partial eta square ของอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ [เงื่อนไข x ช่วงเวลาที่วัด]) นักวิจัยสามารถระบุ “ผลการทดลองที่คาดหมาย” เช่น ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแต่ละเงื่อนไข/ช่วงเวลาที่วัดได้โดยตรง เพื่อที่จะวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติ
  • วิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติสำหรับการทดลองที่มีโครงสร้างซับซ้อน เช่น มีมากกว่า 2 เงื่อนไข หรือมีการวัดมากกว่า 1 ช่วงเวลา (pre-test post-test และ follow-up) ได้ง่าย

 

 

 

ความแตกต่างระหว่างการจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo และการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎี (เช่น G*Power) สำหรับการวิจัยเชิงทดลอง

 

มิติเกี่ยวกับการวิจัยเชิงทดลอง
การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎี
การจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo
โครงสร้างของการทดลอง เช่น กลุ่มทดลอง
กลุ่มควบคุม pre-/post-test
ลดรูปเหลือขนาดอิทธิพลเพียงค่าเดียว
สะท้อนโครงสร้างของการทดลองโดยตรง
การระบุผลการทดลองโดยตรง
ไม่สามารถระบุได้
ระบุค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานได้
การทบทวนวรรณกรรมเพื่อค้นหาขนาดอิทธิพล
จำเป็น
ไม่จำเป็น (แต่สามารถคำนวณได้)
การสะท้อนอิทธิพลปฏิสัมพันธ์
(ระหว่างเงื่อนไขและช่วงเวลาที่วัด)
โดยอ้อม
โดยตรง
ความยืดหยุ่นต่อการออกแบบการทดลอง
ที่ซับซ้อนมากขึ้น
จำกัด
ยืดหยุ่น
แนวคิดของการกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัย
ขับเคลื่อนด้วยขนาดอิทธิพล (เท่านั้น)
ขับเคลื่อนด้วยรายละเอียดของการทดลอง
การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติโดยรวม
โดยประมาณ
ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

 

 

 

 

Benefit 2 : การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุ

การจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo

  • สามารถให้ความสำคัญกับทั้งสัมประสิทธิ์การอธิบาย (R2) และสัมประสิทธิ์การทำนาย (b หรือ beta) ของตัวแปรทำนายแต่ละตัวแปรไปพร้อมกันได้
  • พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทำนาย ซึ่งจะสอดคล้องกับปรากฏการณ์จริงมากกว่า

 

 

 

ความแตกต่างระหว่างการจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo และการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎี (เช่น G*Power) สำหรับการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุ

 

มิติเกี่ยวกับการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุ
การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎี
การจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo
แนวคิดของการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติ
ใช้ข้อมูลสรุป เช่น R2
ใช้ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ซึ่งมีความละเอียดมากกว่า
นัยสำคัญทางสถิติของสัมประสิทธิ์การทำนาย
ของตัวแปรทำนายแต่ละตัวแปร
ไม่ได้ทดสอบ
ทดสอบ
สัมประสิทธิ์การทำนายมาตรฐาน (beta)
ของตัวแปรทำนายแต่ละตัวแปร
มักจะสมมติให้เท่ากัน
กำหนดให้แตกต่างกันได้
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทำนาย
ไม่ถูกนำมาพิจารณา
ถูกนำมาพิจารณาเพื่อวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติ
เป้าหมายของการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติ
R2 หรือ ∆R2
สัมประสิทธิ์ที่อยู่ในความสนใจของนักวิจัย เช่น R2 ∆R2
และสัมประสิทธิ์การทำนายของตัวแปรทำนายแต่ละตัวแปร
การรองรับตัวแปรทำนายที่เป็นตัวแปรแบ่งประเภท
(dummy variable)
ไม่รองรับ
รองรับ
การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติโดยรวม
โดยประมาณ
ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

 

 

 

 

Benefit 3 : การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่าน

 

การจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo

  • วิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติของอิทธิพลส่งผ่านด้วยการระบุขนาดอิทธิพล a (ตัวแปรทำนาย -> ตัวแปรส่งผ่าน) และ b (ตัวแปรส่งผ่าน -> ตัวแปรเกณฑ์) ได้โดยตรง
  • มีกระบวนการที่สอดคล้องกับวิธีมาตรฐานของการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติของอิทธิพลส่งผ่าน เช่น bootstrap confidence interval และรองรับโมเดลที่ซับซ้อน (เช่น มีตัวแปรทำนาย ตัวแปรส่งผ่าน และ/หรือ ตัวแปรเกณฑ์ มากกว่า 1 ตัวแปร) ได้

 

 

 

ความแตกต่างระหว่างการจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo และการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎี (เช่น G*Power) สำหรับการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่าน

 

 

มิติเกี่ยวกับการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่าน
การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติเชิงทฤษฎี
การจำลองข้อมูลด้วยเทคนิค Monte Carlo
การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติของอิทธิพลส่งผ่าน
ทดสอบโดยอ้อม (R2 Sobel หรือ RMSEA)
ทดสอบ a x b โดยตรง
ลักษณะของอิทธิพลส่งผ่าน
สมมติให้เป็นการกระจายแบบโค้งปกติ
(ซึ่งมักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง)
ยอมให้เบี่ยงเบนไปจากการกระจายแบบโค้งปกติได้
การระบุสัมประสิทธิ์การทำนาย (ของแต่ละเส้น)
ทำไม่ได้หรือทำได้ทางอ้อม
ระบุสัมประสิทธิ์การทำนายของแต่ละเส้น
ได้อย่างชัดเจน
ความสอดคล้องกับวิธีมาตรฐาน (เช่น bootstrapping)
ของการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติของอิทธิพลส่งผ่าน
ไม่สอดคล้อง
สอดคล้อง
การรองรับโมเดลที่ซับซ้อนมากขึ้น
ทำได้ยากและไม่ละเอียด
ทำได้ง่ายและละเอียด
การวิเคราะห์อำนาจการทดสอบทางสถิติโดยรวม
โดยประมาณ
ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

 

 

 

งานวันเด็กกลางสยาม “Chula Adventure World”

 

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานวันเด็กกลางสยามสุดยิ่งใหญ่ “Chula Adventure World” จัดโดย PMCU นำ 12 ฐานทัพอาชีพในฝัน จากคณะต่าง ๆ ร่วมกับ ช่อง 7HD และ TOA ชวนเด็ก ๆ มาผจญภัยเรียนรู้นอกห้องเรียน ณ Siam Square Walking Street
ในช่วงการเปิดงานนั้นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้เข้าร่วมพิธิเปิดงาน โดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์ ให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความฝันสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ผ่านความสำเร็จของงาน ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ยุทธศาสตร์ใจกลางเมือง ให้กลายเป็นลานกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิดการผจญภัยเพื่อค้นหาตัวตน เปิดโอกาสให้เยาวชนได้จำลองบทบาทและสัมผัสประสบการณ์ในสายอาชีพที่ใฝ่ฝัน ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการและการแนะแนวจากคณะวิชาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปูพื้นฐานสู่อนาคต
โดยภายในงานนี้คณะจิตวิทยา ได้ยกกิจกรรมจาก 3 ศูนย์บริการวิชาชีพ ของคณะ ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wellness), ศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร Psych-CEO และ Life Di ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย จุฬาฯ มาให้ความรู้ และความสนุกสนานกับเด็ก ๆ ภายในงาน

หลักเกณฑ์ และวิธีการรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีศักยภาพสูง ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

 

ประกาศ

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีศักยภาพสูง ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

 

 

ด้วย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสรรทุนอุดหนุนการศึกษาสำหรับนิสิตระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต เพื่อดึงดูดผู้สมัครที่มีศักยภาพทางวิชาการและการวิจัยสูงให้เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิตของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผลิตผลงานวิชาการและผลงานวิจัยคุณภาพสูงร่วมกับคณาจารย์

 

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารคณะจิตวิทยา ครั้งที่ 21/2567 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จึงกําหนดรายละเอียดการขอรับทุนอุดหนุนการศึกษา ไว้ดังนี้

 

 

1. ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง หลักเกณฑ์ และ วิธีการรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีศักยภาพสูง ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569”

 

 

2. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศเป็นต้นไป

 

 

3. ผู้มีสิทธิ์ขอรับทุน

 

3.1 วุฒิการศึกษา ตรงตามข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

3.1.1 จบการศึกษาสาขาวิชาจิตวิทยาระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท หรือ

3.1.2 กําลังศึกษาปีสุดท้ายในสาขาวิชาจิตวิทยาระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท หรือ

3.1.3 นิสิตปริญญาโทคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สอบวัดคุณสมบัติระดับปริญญาเอกผ่าน และเปลี่ยนระดับเป็นปริญญาเอกภายในปีการศึกษา 2568

 

3.2 มีผลการเรียนสะสมไม่ต่ํากว่า 3.50 ณ วันที่สมัคร และเมื่อสําเร็จการศึกษา

 

3.3 ต้องมีคะแนนสอบภาษาอังกฤษ CU-TEP ตั้งแต่ 75 ขึ้นไป หรือ TOEFL ตั้งแต่ 550 ขึ้น ไป หรือ IELTS ตั้งแต่ 6.5 ขึ้นไป หรือสําเร็จการศึกษาหรือกําลังศึกษาในหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ

 

3.4 นิสิตต้องมีโครงร่างวิทยานิพนธ์ โดยมีจํานวนคํา ไม่น้อยกว่า 1,000-1,500 คํา

 

3.5 นิสิตต้องมีอาจารย์ประจําคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตกลงรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ตามแบบฟอร์ม

 

 

4. ผู้มีสิทธิ์รับทุน

 

4.1 มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อ 3 และ

4.2 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรที่นิสิตสมัครเข้าศึกษาพิจารณาเห็นชอบให้ได้รับทุนนี้ และ

4.3 ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตของคณะจิตวิทยาในปีการศึกษา 2569

 

 

5. เงื่อนไขการรับทุน

 

5.1 นิสิตผู้ได้รับทุนอุดหนุนการศึกษาก่อนสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ ต้องปฏิบัติหน้าที่ช่วยงานทางด้านวิชาการหรือวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษา สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลาของการรับทุน (โดยอาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องใส่ชื่อนิสิตร่วมในการตีพิมพ์บทความทางวิชาการด้วย)

 

5.2 นิสิตผู้ได้รับทุนอุดหนุนการศึกษาหลังสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ ต้องปฏิบัติหน้าที่ช่วยงานทางด้านวิชาการหรือวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษา สัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง และต้องมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ หรือได้รับตอบรับให้ตีพิมพ์อย่างน้อย 1 ฉบับ อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 1 ปีหลังวันที่จบการศึกษา โดยผลงานดังกล่าวต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้

 

(1) ผลงานวิจัยตีพิมพ์ต้องได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติอยู่ในฐานข้อมูล ISI/SCOPUS จัดอยู่ในลําดับควอไทล์ที่ 2 หรือเหนือกว่า ตามประกาศฉบับล่าสุดในการจัดลําดับวารสารของ Journal Citation Report – Clarivate Analytics (JCR) หรือ Scimago Journal & country (SJR)

 

(2) ในบทความที่ตีพิมพ์ นิสิตต้องระบุชื่อนิสิตผู้รับทุนเป็นชื่อแรก อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักเป็น corresponding author และระบุสังกัดว่า สังกัดคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

5.3 นิสิตต้องรายงานความก้าวหน้าทางการศึกษา การทําวิทยานิพนธ์ และการทําวิจัย โดยผ่านการพิจารณาจากอาจารย์ที่ปรึกษา ต่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ เพื่อพิจารณาการให้ทุนสนับสนุนในภาคการศึกษาถัดไป

 

5.4 นิสิตต้องระบุการได้รับทุนสนับสนุนการศึกษา ในกิตติกรรมประกาศ ดังนี้

 

กิตติกรรมประกาศ ในวิทยานิพนธ์ ระบุดังนี้ “ขอขอบพระคุณคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สําหรับการสนับสนุนทุนการศึกษา อันเป็นประโยชน์และ เป็นส่วนสําคัญที่ช่วยให้การศึกษาวิจัยในครั้งนี้สําเร็จลุล่วงได้ด้วยดี”

 

กิตติกรรมประกาศ ในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการทุกประเภท ระบุดังนี้ “บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง………………………………………….. โดยได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

 

 

6. จํานวนเงินทุน และระยะเวลาการรับทุน

 

6.1 จัดสรรเป็นทุนอุดหนุนการศึกษาก่อนสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ จํานวน 3 ทุน เมื่อนิสิตเข้าศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรละ 1 ทุน โดยจัดสรรให้ไม่เกิน 4 ภาคการศึกษา ดังนี้

    • ค่าธรรมเนียมการศึกษา  ภาคการศึกษาละ (ต้น-ปลาย)   35,000 บาท
    • ค่าธรรมเนียมพิเศษ       ภาคการศึกษาละ (ต้น-ปลาย)   50,000 บาท

ผู้ได้รับทุนสามารถลงทะเบียนเรียนในรายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาในระหว่างที่กําลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีได้ โดยได้รับการยกเว้นการชําระค่าธรรมเนียมการศึกษาผู้เข้าร่วมฟัง

 

6.2 จัดสรรเป็นทุนอุดหนุนการศึกษาหลังสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ จํานวน 3 ทุน เมื่อนิสิตสอบผ่านโครงร่างวิทยานิพนธ์เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถยื่นขอรับทุนได้ในภาคการศึกษาถัดไป จากที่ได้รับอนุมัติหัวข้อวิทยานิพนธ์ โดยจัดสรรให้ไม่เกิน 2 ภาคการศึกษา ดังนี้

    • ค่าธรรมเนียมการศึกษา  ภาคการศึกษาละ (ต้น-ปลาย)   35,000 บาท

 

 

7. การระงับทุน

คณะจิตวิทยาจะระงับการให้ทุน ดังนี้

 

7.1 พ้นสถานภาพการเป็นนิสิต

 

7.2 ทุจริตในการสอบหรือคัดลอกผลงานวิชาการ

 

7.3 อยู่ในระหว่างการลาพักการศึกษา

 

7.4 นิสิตไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับทุนตามข้อ 5

 

7.5 คณะจิตวิทยา เห็นสมควรให้ระงับทุน

 

 

8. การสมัครขอรับทุน

ให้นิสิตติดต่อฝ่ายวิชาการ คณะจิตวิทยา นับตั้งแต่วันที่ประกาศ ถึง 13 กุมภาพันธ์ 2568

 

 

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ 9 มกราคม 2569

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์

คณบดีคณะจิตวิทยา

 

 

ประกาศทุน

 

 


 

 

 

ใบสมัครขอรับทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีศักยภาพสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – ทุนอุดหนุนการศึกษาก่อนสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์