ข่าวและกิจกรรม

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

 

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน จุฬาฯ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากร นิสิตจุฬาฯ และพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุจำนวน 10 รูป จากวัดสระเกศ

 

ทั้งนี้ กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

 

เมื่อสัตว์เลี้ยงหายไป: Ambiguous Loss

 

เคยสังเกตไหมครับว่า พวกเรามีค่าใช้จ่าย ทั้งค่ายา ค่าอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน? จากคำศัพท์ยอดฮิตที่ว่า ทาสสุนัข และทาสแมว หลาย ๆ คนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในสังคมไทย รวมถึงสังคมในต่างประเทศ ได้รับความนิยมและมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านการสำรวจของธนาคารกสิกรไทยเกี่ยวกับการส่งออกธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่พบว่ามีการเพิ่มขึ้นในแต่ละปี1 แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนเรา ยินดีและเต็มใจที่จะรับเอาสัตว์เลี้ยงมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ในงานเขียนพบว่ามีหลายแนวติดที่พยายามอธิบายถึงเหตุผลดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดทั้งวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ที่อยากจะดูแลสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ดังนั้นสัตว์เลี้ยงจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของการได้รักและปกป้องดูแล หรืออีกแนวคิดหนี่งที่ว่าสัตว์เลี้ยงมีส่วนสำคัญที่ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเหงา ที่เกิดขึ้นอย่างมากในยุคสมัยสังคมปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะด้วยคำอธิบายใดๆ ก็ตามอย่างคำที่ Aubrey Fine บอกไว้และผมเองก็เห็นด้วยว่า เมื่อมนุษย์เรามีความรักความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง การจะบอกว่าเราคงจะไม่รู้สึกอะไรในวันที่พวกมันหายไปหรือจากไปนั้นคงเป็นสิ่งที่ไร้สาระอย่างมาก2

 

การสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่เป็นเสมือนเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว ความรู้สึกเศร้าโศกและเสียใจ (Grief) นั้นคงแทบจะไม่ต่างจากการสูญเสียคนสำคัญในชีวิต แต่การสูญเสียรูปแบบหนึ่งที่มักปรากฏกับการสูญเสียสัตว์เลี้ยง คือการสูญเสียที่กำกวม หรือคำภาษาอังกฤษว่า Ambiguous Loss สำหรับการสูญเสียประเภทนี้ Pauline Boss ให้ความหมายของการสูญเสียว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีความชัดเจน และไม่มีจุดสิ้นสุดหรือบทสรุป โดยการสูญเสียที่กำกวมมีอยู่ด้วยกันสองประเภทคร่าว ๆ คือ การสูญเสียแบบกายอยู่แต่ใจไม่อยู่ มักจะเป็นการสูญเสียที่อาจไม่พบในสัตว์เลี้ยง แต่จะเป็นการสูญเสียของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม เนื่องจากผู้ป่วยนั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่หายไปคือ ความทรงจำ หรือความสามารถทางสติปัญญา เป็นต้น สำหรับการสูญเสียที่กำกวมอีกประเภทหนึ่งที่มักเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงคือ แบบกายหายไปแต่ใจยังอยู่ หรือก็คือการที่สุนัขหรือแมวของเราหนีออกจากบ้าน โดนขโมย หรือพลัดหลงไป และเจ้าของนั้นยังหาตัวไม่เจอ การสูญเสียดังกล่าวจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าสัตว์เลี้ยงของเรานั้นหายไปอยู่ที่ไหน และจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง3 ถ้าเรานึกถึงภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง 101 Dalmatians หรือชื่อไทยว่าทรามวัยกับไอ้ด่าง เมื่อลูกสุนัขทั้งหมดถูกขโมยไป สิ่งที่เจ้าของสุนัขรู้สึกและต้องเผชิญก็คือความสูญเสียประเภทนี้

 

 

การสูญเสียที่กำกวม หาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้นั้นสามารถสร้างบาดแผลหรือความท้าทายที่อาจจะแตกต่างกับความโศกเศร้าจากการสูญเสียโดยทั่ว ๆ ไป นั่นก็คือการสร้างความรู้สึกที่ขัดแย้งหรือครึ่ง ๆ กลาง ๆ (Ambivalence) ระหว่างความหวังที่เราจะตามหาสัตว์เลี้ยงเจอหรือมันจะกลับบ้านในที่สุด กับความรู้สึกหมดหวังว่ามันจะไม่กลับมาอีกแล้ว ความหมดหวังก็อาจจะนำมาซึ่งความรู้สึกผิด ว่าเราถอดใจเร็วไปหรือเปล่า ตามมาด้วยความเศร้าหรือความโกรธ และความรู้สึกมักวนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามสำคัญคือเมื่อเกิดภาวะสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่มันกำกวม เจ้าของจะมีวิธีการจัดการกับจิตใจอย่างไรนั้น Pauline Boss และ Janet Yeats3 รวมทั้ง Julie Austin4 ได้นำเสนอแนวทางซึ่งผู้เขียนได้หยิบยกบางประเด็นมาแลกเปลี่ยนให้ผู้อ่านฟัง ดังนี้

 

  1. การทำให้ความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติ (Normalizing Ambivalence) หรือก็คือการที่เรามีความรู้สึกวนไปมา ทั้งหมดหวัง ยังมีหวัง มันเป็นเรื่องปกติของการสูญเสียที่มันกำกวม การที่เราสามารถระบุได้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร และยิ่งเราเห็นและรู้จักมัน จะเป็นก้าวสำคัญอันดับแรกในการรับมือกับการสูญเสียประเภทหนึ่งที่ท้าทายที่สุด สิ่งที่ไม่เอื้อคือการปฏิเสธหรือเพิกเฉยความรู้สึกที่มันปะทุ และสลับไปมาของมันมากกว่า
  2. การอนุญาตให้ตัวเองตามหา และหยุดพัก (Set Boundaries around searching) การโพสต์ตามหาในโลกออนไลน์ หรือการตระเวนตามหาสัตว์เลี้ยงในสถานที่ต่าง ๆ อย่างไม่ลดละเพื่อให้ได้เจอหรือได้คำตอบที่ชัดเจนคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะทำสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก แต่มันคงแลกมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (Emotional Draining) ดังนั้นบทความจึงแนะนำให้ผู้เลี้ยงวางแผนว่า เราจะติดตามและตามหาสัตว์เลี้ยงนานแค่ไหน บ่อยหรือถี่แค่ไหน ซึ่งสำหรับผู้เขียนมองว่า ความตั้งใจและการตามหาของเจ้าของนั้นเป็นความรักและความทุ่มเทของเจ้าของ แต่ขอให้เจ้าของมีเวลาได้หยุดพักเพื่อจะได้มีแรงกายแรงใจในวันต่อ ๆ ไป
  3. ในทางจิตวิทยา เรามักพูดถึงการปรับเปลี่ยนมุมองหรือความคิด สำหรับการสูญเสียที่กำกวมนั้นสิ่งต่าง ๆ จะหาความสมเหตุสมผลได้ยาก ทั้งกายอยู่หรือใจไม่อยู่ หรือกายไม่อยู่และไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นคำแนะนำที่ถูกพูดถึงคือการกลับมาพิจารณาชุดความคิดความเชื่อของเจ้าของว่า เราสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้เสมอไปจริงหรือไม่ มีอะไรบ้างที่เราควบคุมได้ และอะไรที่ตัวเราเองอาจจะไม่สามารถควบคุมได้เลย
  4. การมีกิจวัตรที่ระลึกถึงสัตว์เลี้ยง (Honour bond with rituals) การมีพื้นที่เล็ก ๆ มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ที่เป็นสิ่งของของสัตว์เลี้ยง เช่นปลอกคอ ของเล่น หรือภาพถ่าย มันเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความผูกพันไม่ว่าสัตว์เลี้ยงนั้นจะอยู่ที่ใดก็ตาม การที่มุมตรงนี้ในห้องหรือบ้านจึงเป็นการทำให้ความรู้สึกเจ็บปวด ความเสียใจที่มักเป็นสิ่งนามธรรม ให้เป็นอนุสรณ์ของความรักที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
  5. การได้พูดคุยกับเพื่อน คนในครอบครัวที่เข้าใจก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราอยู่กับความสูญเสียได้ดียิ่งขึ้น แต่หากว่าความเศร้าและเสียใจนั้นมีความรุนแรง หรือยาวนาน หรือการพูดคุยกับคนรอบข้างอาจพบเจอกับอุปสรรค การนัดหมายพูดคุยกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและจิตบำบัด ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถทำได้
  6. ผู้เขียนขอให้ข้อนี้เป็นข้อที่ผู้อ่านแต่ละคนได้ลองพิจารณาว่า เรามีวิธีการรับมือกับการสูญเสียอย่างไร เพราะแก่นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงคือการสูญเสียไม่ว่าจะกำกวมหรือไม่กำกวม แต่ละคนมีเส้นทางในการเยียวยาและก้าวผ่านการสูญเสียที่แตกต่างไม่เหมือนกัน

 

 

สำหรับตัวผู้เขียนเองในฐานะทาสแมวคนหนึ่ง มองว่าการสูญเสียนั้น มันคงไม่สามารถหลีกหนีความเศร้าและเสียใจได้แต่ หวังว่าบทความนี้ จะมีส่วนช่วยให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ได้มีมุมมองหรือแง่คิดกลับไป มีการจัดใจให้อยู่กับความกำกวม ความหวัง และอารมณ์ต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้นนะครับ

 

 

 

Reference

1. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. 2025. “ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 2568 โตต่อเนื่องทั้งในประเทศและการส่งออกตามความนิยมมีสัตว์เลี้ยง.” Accessed September 10, 2025. https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Pet-Food-IAO123-Info-FB-17-03-25.aspx

 

2. Fine, Aubrey H. 2019. “The Eternal Bond: Understanding the Importance of the Human–Animal Bond and its Impact on Pet Loss.” In Pet loss, grief, and therapeutic interventions, pp. 5-18. Routledge.

 

3. Boss, Pauline, and Janet R. Yeats. 2014. “Ambiguous Loss: A Complicated Type of Grief when Loved Ones Disappear.” Bereavement Care 33, no. 2: 63-69.

 

4. Austin, Julie. 2025. “Ambiguous Grief: Coping When Your Pet Is Missing or Has Been Rehomed.” Accessed July 12, 2026. https://thepetlossdoctor.com/coping-when-your-pet-is-missing/

 

 


 

 

บทความโดย

อาจารย์ ดร.ภาณุ สหัสสานนท์

ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาวะทางจิต และอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา

 

คณะจิตวิทยาให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากมูลนิธิเอสซีจี เพื่อหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการจัดทำโครงการที่มุ่งเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของเยาวชน

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากมูลนิธิเอสซีจี ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ เพื่อหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการจัดทำโครงการที่มุ่งเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของเยาวชน โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดทางจิตวิทยาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการ
ผู้แทนจากมูลนิธิเอสซีจีที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย คุณชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการทีมมูลนิธิเอสซีจี คุณสุทธินุช กาญจนะวณิชย์ Head of Strategic Planning and Innovation Management คุณปาจรีย์ พืชสะกะ Head of Social Advocacy Management คุณจีรานุช สินโรจน์ธนากร Manager – Strategic Opportunities และคุณณัฐธิดา ดำรงศักดิ์ Manager – Social Advocacy
ในการนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยาและอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา ผศ. ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีและอาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม และคุณจิรีรัตน์ สิทธิวงศ์ นักจิตวิทยา ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานกับเยาวชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองจากการปฏิบัติงานจริง

อายุทางอัตวิสัย – Subjective Age

 

คำว่าผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุเป็นกระบวนการที่มีความเป็นพลวัตรภายใต้เงื่อนไขเชิงโครงสร้างของแต่ละสังคม ซึ่งเป็นผู้ให้ความหมายหรือตีความการรับรู้เกี่ยวกับการสูงวัย ทำให้อายุเริ่มต้นที่ใช้ในการระบุผู้สูงอายุหรือระบุการเข้าสู่ความสูงอายุของบุคคลที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ไม่สามารถอธิบายถึงหลักการและเหตุผลที่ชัดเจนหรือเกณฑ์ข้อตกลงที่เป็นสากล

 

โดยทั่วไปพิจารณาจากองค์ประกอบในด้านต่าง ๆ เช่น การสูงอายุตามวัยหรือตามปีปฏิทินที่ผ่านไป การเปลี่ยนแปลงทางชีวิวิทยาของสภาพร่างกายและความสามารถในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิต หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพและบทบาททางสังคมของบุคคล ทำให้การประเมินการรับรู้เรื่องอายุของบุคคลอาจแบ่งออกได้ ดังนี้ อายุตามปฏิทินหรือตามวัย (chronological age) อายุทางชีววิทยา (biological age) และ อายุทางอัตวิสัย (subjective age)

 

 

อายุทางอัตวิสัย หมายถึง อายุที่วัดประเมินหรือบ่งชี้จากประสบการณ์ส่วนบุคคล การรับรู้สัมผัสประสบการณ์ความแก่ชราที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคล โดยผ่านการประเมินตัวเองจากความรู้สึกและประสบการณ์ของตัวบุคคลว่าตัวเองอายุอ่อนกว่าวัยหรือมีอายุแก่กว่าวัย โดยขึ้นอยู่กับการประเมินในแง่มุมต่าง ๆ ของอายุ

 

อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่คุณลักษณะพฤติกรรมส่วนบุคคล (trait) แต่เป็นสภาวะทางจิตใจ (state) มีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งประกอบไปด้วย ความรู้สึก (feel-age) รูปลักษณ์ (look-age) กิจกรรมที่ทำ (do-age) และการแสดงออกด้านความสนใจในสิ่งต่าง ๆ (interest-age)

 

 

 

 

อายุทางอัตวิสัยมีการศึกษาเชิงประจักษ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ในปัจจุบันมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนกว่าวัยมากกว่าในอดีต แต่ยังขาดคำอธิบายทางทฤษฎีทางจิตวิทยาที่แน่ชัด นักจิตวิทยาบางส่วนนำเสนอแนวคิดเชิงกระบวนการสร้างแรงจูงใจ ว่าบุคคลมีแรงจูงใจที่จะรู้สึกว่าตนเองอ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นขอบเขตของอคติเชิงบวก (positive bias) อีกแนวคิดเป็นเรื่องการประมวลผลข้อมูล คือผู้สูงอายุในปัจจุบันจะรับรู้ว่าตัวเองอ่อนกว่าอายุปฏิทินเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน เนื่องจากสภาวะสุขภาวะของผู้สูงอายุในปัจจุบันดีขึ้น

 

ทั้งนี้ เกณฑ์การแบ่งช่วงอายุระหว่างผู้สูงอายุ (older) กับแรงงานสูงวัย (older worker) มีความแตกต่างกัน ผู้สูงอายุมีเกณฑ์การแบ่งช่วงอายุไว้ 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงสูงอายุตอนต้น อายุประมาณ 60-69 ปี ช่วงสูงอายุตอนกลาง อายุประมาณ 70-79 ปี และช่วงสูงอายุตอนปลาย อายุประมาณ 80 ปีขึ้นไป ส่วนเกณฑ์การแบ่งช่วงอายุของแรงงานสูงวัยไม่มีการแบ่งไว้ตายตัว และมีช่วงอายุที่แคบกว่าผู้สูงวัย ที่ผ่านมานักวิชาการได้มีการเสนอช่วงอายุและเกณฑ์ที่หลากหลาย แต่ก็ไม่ได้มีการกำหนดอายุตามปีปฏิทินของแรงงานสูงวัยในบริบทของการทำงาน ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่า “แก่กว่า” เป็นหมวดหมู่ทางสังคมที่ไม่คงที่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการเหมารวมอายุในเชิงลบ

 

แรงงานสูงวัยในแต่ละประเทศ หน่วยงาน หรือองค์กร ต่างใช้นิยามด้านอายุค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ 40-65 ปี เช่น กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา ถือว่าแรงงานสูงอายุหมายถึงแรงงานที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ขณะที่กฎหมายการเลือกปฏิบัติด้านอายุในการจ้างงาน ค.ศ. 1967 ของสหรัฐฯ กลับนิยามแรงงานสูงอายุว่าหมายถึงลูกจ้างที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทยอิงตามพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เช่นเดียวกับองค์การสหประชาชาติ นิยามว่าแรงงานสูงวัยว่าคือผู้ที่ทำงานเกินกว่าอายุเกษียณทั่วไป นั่นคือผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

 

การศึกษาในบริบทของการทำงาน พบว่า อายุทางอัตวิสัยสามารถกระตุ้นกระบวนการสร้างแรงจูงใจภายในที่ส่งผลต่อความผูกพันในงานของกลุ่มบุคลากรสูงวัย และสามารถเพิ่มพฤติกรรมการปรับงานเชิงรุก การเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองเพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำงาน กล่าวคือ บุคคลที่รู้สึกว่าตัวเองอายุอ่อนกว่าปีปฏิทินจะมีความผูกพันในงาน และมีพฤติกรรมการปรับงานเชิงรุก มากกว่าบุคคลที่รู้สึกว่าตัวเองแก่กว่าอายุตามปีปฏิทิน

 

 


 

 

 

ข้อมูลจาก

 

มนัส อุ่นใจ. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2023.140

 

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 69 ปี แห่งการสถาปนาคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วย คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และ คุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการคณะจิตวิทยา ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 69 ปี แห่งการสถาปนาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ. ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” ณ เรือนไทย จุฬาฯ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม 2569

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน จุฬาฯ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากร นิสิตจุฬาฯ และพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุจำนวน 10 รูป จากวัดสระเกศ

 

ทั้งนี้ กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน” เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

 

งานวันคล้ายวันสถาปนาคณะจิตวิทยา ครบรอบ 30 ปี และการมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น

 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะจิตวิทยา ครบรอบ 30 ปี ณ อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา ผู้บริหาร บุคลากร และนิสิตคณะจิตวิทยา ให้การต้อนรับผู้แทนจากส่วนงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย และคณาจารย์อาวุโสของคณะจิตวิทยา ที่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันครบรอบนี้

 

จากนั้นมีพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คณะ และพิธีมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ ศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569 ให้แก่ ดร.ณรัณ พรพัฒนานางกูร ศิษย์เก่าดีเด่นประเภทนักวิชาการ นักวิจัย โดยมีครอบครัวเป็นผู้แทนรับมอบรางวัล และ คุณสโรชา กิตติสิริพันธุ์ ศิษย์เก่าดีเด่นประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมประเภทอื่น ๆ

 

 

 

 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ มอบเงินจำนวน 100,000 บาท เป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิตคณะจิตวิทยา

 

คณะจิตวิทยา ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ ราชบัณฑิต และอดีตคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้มอบเงินจำนวน 100,000 บาท เป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิตคณะจิตวิทยา ในโอกาสการครบรอบ 30 ปี แห่งการสถาปนาคณะจิตวิทยา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ หารือแนวทางความร่วมมือกับ Church World Service (CWS)

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยคุณภาสชัย แก้วสนธิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิรัชกิจ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Church World Service (CWS) ได้แก่ Christopher Eades ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชีย (Regional Representative for Asia), Ponsawan Laisuwan เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านโครงการ (Senior Program Officer) และ Saranya Setthi เจ้าหน้าที่ด้านโครงการด้านการคุ้มครองและพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก (Program Officer, Child Protection and Wellbeing) เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำ การส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านสุขภาวะ และการสนับสนุนประชากรกลุ่มเปราะบาง อันเป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงานในอนาคต

 

 

 

 

กิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ

 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และคุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตักบาตร “บุญสุนทาน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569” ณ เรือนไทย จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยธรรมสถาน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ งานนี้มี ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน และมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรคณะ สถาบัน หน่วยงาน และนิสิตจุฬาฯ ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดสระเกศ