- อาจารย์ ดร.วรัญญู กองชัยมงคล


จากข้อมูลที่ผ่านมา มีจำนวนเยาวชนมีที่ปัญหาด้านสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพัฒนาการเด็กได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการรับชมสื่อหน้าจอ รวมถึงการแนะนำให้ผู้ปกครองร่วมชมกับลูก ให้คำแนะนำกับลูก สังเกตเนื้อหาที่ลูกรับชม และมีปฏิสัมพันธ์หน้าจอกับลูก แต่ทุกวันนี้ ด้วยความที่โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว รวมถึงตัวเลขที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของเยาวชนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็เริ่มเกิดคำถามว่า คำแนะนำ และการตักเตือนจากผู้เชี่ยวชาญให้ที่พ่อแม่ช่วยกำกับดูแลลูกกันเองภายในครอบครัว ยังเพียงพออยู่ไหม หรือเราจำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับใช้เพิ่มเติม เพื่อกำกับดูแลคุณภาพชีวิตเยาวชนในประเทศ
ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่เปิดประเด็นนี้ด้วยการออกกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวในแพลตฟอร์มหลัก ๆ อย่าง Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ Snapchat เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีองค์ประกอบของการติดตามผู้อื่น เปิดเผยตัวตน และการได้สนทนาตอบโต้กับผู้อื่น กฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มสร้างกระบวนการคัดกรองที่รัดกุมยิ่งขึ้นในการตรวจสอบอายุของเจ้าของบัญชีในการลงทะเบียนเข้าร่วม และออกแบบให้ผู้ใช้ที่มีบัญชีอยู่ก่อน แต่อายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่สามารถใช้งานบัญชีได้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กฎหมายนี้ไม่มีการเอาผิดที่ตัวเยาวชนและผู้ปกครอง แต่จะเน้นไปบังคับใช้กับบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มให้ออกแบบระบบการตรวจสอบและคัดกรองอายุผู้ใช้อย่างรัดกุม
ทั้งนี้กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามเยาวชนใช้แพลตฟอร์มการสื่อสาร เช่น Messenger Kids, Line, และ WhatsApp เป็นต้น และหากเข้าชม YouTube แบบไม่มีการสร้างบัญชีก็สามารถทำได้ แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ เช่น Fortnite, Roblox, และ Minecraft ก็ไม่ได้ห้ามใช้ เพราะถือว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เน้นเล่นเกมซึ่งเป็นการแสดงทักษะความสามารถเป็นหลัก การนำเสนอตัวตนและการสนทนาในเกมถือเป็นเรื่องรอง ส่วนแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลสุขภาพและที่เป็นการเรียนรู้ก็ยังใช้งานได้โดยปกติ ไม่มีการจำกัดอายุแต่อย่างใด
เริ่มเร็วไป ไม่ใช่เรื่องดี จากงานวิจัยที่เก็บข้อมูลกลุ่มบุคคลอายุตั้งแต่ 8-80 ปี จำนวน 84,000 กว่าคน เพื่อศึกษาผลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อความพึงพอใจในชีวิต พบว่า การเริ่มใช้โซเชียลมีเดียในช่วงอายุน้อย ๆ เชื่อมโยงกับความพึงพอใจในชีวิตของเด็กวัยรุ่น วัยรุ่นหญิงช่วงอายุ 11-13 ปี และวัยรุ่นชายช่วงอายุ 14-15 ปีคะแนนให้ความพึงพอใจในชีวิตของลดน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่น ๆ ข้อค้นพบจากงานวิจัยเช่นนี้ เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมกฎหมายออสเตรเลียจึงจำกัดไม่ให้วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตนเอง
สมองส่วนตอบสนองทำงานเต็มที่ แต่สมองส่วนควบคุมกำลังพัฒนา พัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นเปรียบเหมือนรถที่สามารถวิ่งได้เร็วฉิว แต่ระบบตรวจจับความเร็วและระบบเบรกยังอยู่ระหว่างการพัฒนา วัยรุ่นตื่นตัวกับวงจรของการรับรางวัลจากการได้ยอดวิว ยอดไลก์ เนื่องจากการทำงานสมองส่วน Ventral striatum และการทำงานของสารสื่อประสาทโดพามีน ที่ทำหน้าที่ตอบรับสิ่งเร้าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หากวัยรุ่นอยู่กับระบบรับรางวัลเหล่านี้ไปนาน ๆ (feedback loop) ก็จะต้องโพสต์เพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อรับผลตอบแทนเหล่านี้ และหากยอดการตอบสนองลดลงไปก็จะรู้สึกขาดหาย ต้องหาทางทำให้ได้ผลตอบรับต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตนรู้สึกถึงการยอมรับจากสังคมและผู้คน เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วยระบบรับรางวัลเช่นนี้ ก็จะยิ่งยากที่จะพาตัวเองออกจากวงจรที่เคยชินนี้ เพราะสมองส่วนหน้า prefrontal cortex ที่เป็นสมองที่ดูแลเรื่องการคิดไตร่ตรอง ยับยั้งชั่งใจ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและจะพัฒนาเต็มที่เมื่อถึงอายุประมาณ 25 ปี การให้วัยรุ่นเข้าใช้โซเชียลมีเดียเร็วเกินไป อาจจะไม่ส่งผลดี เพราะพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นนั้นยังไม่พร้อมรับมือกับระบบรางวัลจากกิจกรรมออนไลน์เหล่านี้
การนำเสนอตัวตนออนไลน์ และการยึดติดกับยอดไลก์ อาจยิ่งทำให้วัยรุ่นสับสนกับอัตลักษณ์ตัวตน ความสุขและทุกข์ของวัยรุ่นโดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการได้รับการยอมรับจากสังคมและกลุ่มเพื่อน วัยรุ่นส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะแสดงตัวตนตามที่สังคมคาดหวัง หรือแสดงตัวตนตามแบบผู้อื่น (performative identity) แทนที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริง (authentic identity) วงจรของการบิดเบือนตัวตน เพื่อหวังยอดไลก์ยอดติดตามนั้น ยิ่งถ่วงเวลาให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ ปิดโอกาสที่จะทำความรู้จักความชอบความสนใจของตนเองอย่างแท้จริง แต่กลับไปผูกโยงตัวตนของตนเองเข้ากับการยอมรับจากคนในโลกโซเชียลมากกว่าที่จะทำความเข้าใจและยอมรับภาพลักษณ์ของตนเอง มักคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในทางที่มองว่าเขาดีกว่า รวยกว่า หน้าตาดีกว่า จนอาจไปลดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-esteem) หวั่นไหวกับคำพูดคำวิจารณ์ที่กลายเป็นกระจกสะท้อนตัวตน ตอกย้ำความรู้สึกลบ ๆ และจมกับความทุกข์ได้
เนื้อหาผลิตซ้ำ ตอกย้ำเรื่องราวดี ๆ ของคนอื่น… ที่ไม่ใช่ฉัน เนื้อหาในโซเชียลมีเดียมักเป็นเรื่องราวความสำเร็จ ความสวยงาม การท่องเที่ยว การกินดีอยู่ดี หุ่นดี สุขภาพดี เพราะเจ้าของบัญชีส่วนใหญ่ก็อยากจะแชร์สิ่งที่ดี ๆ ที่ผ่านการคัดสรรจากรูปหรือวิดีโอที่ผ่านการปรับแต่งและตัดต่อมาเป็นอย่างดี และด้วยอัลกอริทึมที่ผลักดันเนื้อหาเหล่านี้ พอยิ่งมีคนกดไลก์มาก ก็ยิ่งปรากฏในฟีดมากขึ้นเช่นกัน การดูเนื้อหาจากโซเชียลมีเดียจึงมักสร้างภาพลวงตาที่ไม่สมมาตรกับความเป็นจริง (asymmetric visibility) ว่าเรื่องดี ๆ ความงาม ความสำเร็จของคนอื่น ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วมาจากการเพิ่มการมองเห็นจากระบบที่ไม่สะท้อนภาพจริง ๆ ในสังคม ภาพปรุงแต่งเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่ยังขาดประสบการณ์ชีวิตที่ได้เห็นความหลากหลายของชีวิตคนโดยทั่วไปในสังคม การนำเสนอที่เกินจริงที่พบเจอจากหน้าจอโซเชียลมีเดีย วัยรุ่นจึงอาจหลงคิดไปว่าภาพเหล่านี้คือภาพจริง
ข้อมูลมากมาย ไม่รู้จบ และไม่อยากตกเทรนด์ ด้วยธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหามากมายไม่รู้จบ ตราบใดที่วัยรุ่นกดเข้าไปในฟีด ก็จะมีคอนเทนต์มากมายให้เสพติดเพลิดเพลินจนลืมเวลา แถมหากมีประเด็นสังคมที่กำลังมาแรง ก็จะอดใจยาก อยากเข้าไปติดตามข่าว รวมถึงอ่านโพสต์ อ่านคอมเมนต์ (fear of missing out: FOMO) นอกจากเวลาที่สูญเปล่าไปแล้ว ยังมีผลทางจิตวิทยาที่อาจสร้างความเครียดจากการเสพเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ที่อาจนำไปสู่ความเครียดเรื้อรังได้หากรับชมแต่เนื้อหาทางลบ เรื่องตึงเครียด เรื่องน่ากลัว การกลั่นแกล้ง หรือเนื้อหาที่ตอกย้ำความด้อยค่าของตนเอง เนื้อหาเหล่านี้มักมียอดเข้าชมสูง และแพลตฟอร์มก็มักจะเปิดการมองเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เป็นการสร้างวงจรความคิดที่จมจ่อมกับความเครียด (rumination) รวมถึงการเสพสื่อเหล่านี้ทำให้วัยรุ่นมีเวลานอนที่ลดลง ที่ล้วนเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น
ผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นทั่วโลกยังขาดทักษะการเข้าใจและรู้เท่าทันสื่อดิจิตทัล (digital literacy) ผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการใช้งานอย่างปลอดภัย เช่นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เด็กและวัยรุ่นมักไม่ตระหนักถึงประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและผลกระทบระยะยาวของพฤติกรรมออนไลน์ที่เสี่ยงหรือไม่เหมาะสม การโพสต์ที่ผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ เช่น โพสต์/แชร์ข้อมูลเท็จ การตัดต่อ การหมิ่นประมาท วัยรุ่นอาจไม่สามารถรู้เท่าทันได้ว่าโซเชียลมีเดียนั้นออกแบบมาเพื่อดึงดูด ชักจูง และควบคุมการใช้งานให้ได้ต่อเนื่องยาวนาน เพื่อผลกระโยชน์ทางการตลาดและการค้า
จะเห็นได้ว่าที่ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายนี้มา ก็เพื่อช่วยปกป้องสวัสดิภาพของเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ให้ไปพบเจอกับเนื้อหาทางลบ และวงจรตอบสนองในโซเชียลมีเดียที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตและรบกวนพัฒนาการทางสมอง หลังจากนั้นประเทศฝรั่งเศส สเปน กรีซ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เยอรมนี สหราชอาณาจักร บางรัฐในสหรัฐอเมริกา บราซิล รวมถึงประเทศในเอเชียอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนและอินเดีย ก็เริ่มออกกฎหมายในลักษณะเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดและจำกัดอายุที่แตกต่างกันออกไป
ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียออกมา ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล แต่ก็มีกฎหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ ดังนั้น เราจึงควรตื่นตัวในประเด็นนี้ และดูแลลูกหลานในครอบครัวให้สามารถใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ และคัดกรองรับเนื้อหาที่มีคุณภาพ ในช่วงวัยที่เหมาะสม
การกำกับดูแลการใช้โซเชียลมีเดียของลูกวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการ “ห้าม” หรือ “ควบคุม” แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการให้เสรีภาพกับการดูแลอย่างเหมาะสม พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้ง “ผู้แนะนำ” และ “ผู้ร่วมเรียนรู้” ไปกับลูก ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและไว้วางใจกันในครอบครัว เมื่อวัยรุ่นค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกำกับตนเองได้ดีขึ้น ก็จะสามารถใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
Avci, H., Baams, L. & Kretschmer, T. A. (2025).Systematic Review of Social Media Use and Adolescent Identity Development. Adolescent Res Rev 10, 219–236 https://doi.org/10.1007/s40894-024-00251-1
eSafety Commissioner. (2026, March 8). Social media age restrictions.
https://www.esafety.gov.au/about-us/industry-regulation/social-media-age-restrictions
European Commission. (2023, November 16). Lagging digital literacy among 14-year-olds across the EU, study finds.
https://education.ec.europa.eu/ro/news/lagging-digital-literacy-among-14-year-olds-across-the-eu-study-finds
Orben, A., Przybylski, A.K., Blakemore, SJ. et al. (2022). Windows of developmental sensitivity to social media. Nat Commun 13, 1649 https://doi.org/10.1038/s41467-022-29296-3
Przybylski, A. K., & Weinstein, N. (2017). A Large-Scale Test of the Goldilocks Hypothesis: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents: Quantifying the Relations Between Digital-Screen Use and the Mental Well-Being of Adolescents. Psychological Science, 28(2), 204-215. https://doi.org/10.1177/095679761667843
Sandra, L. (2026). Modeling adolescent online risk-taking through digital literacy and parental mediation in Indonesia. Cogent Psychology, 13(1). https://doi.org/10.1080/23311908.2026.2624803
บทความโดย
ผศ. ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน
ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ
สำหรับนักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตบำบัดและผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตที่มีความรู้เกี่ยวกับจิตบำบัด
วันที่ 2-3 กรกฎาคม 2569 เวลา 9.00-17.30 น. (รวมจำนวน 15 ชั่วโมง)
ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6,600 บาท | รับจำนวน 25 ที่นั่ง
รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม และประกาศนียบัตรการเข้าร่วมการฝึกอบรม
ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เบอร์โทรศัพท์โครงการ : 092-268-2385
อีเมล : psychulaworkshop@gmail.com

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจิตบำบัดแบบมุ่งเน้นอารมณ์สำหรับคู่รัก รุ่นที่ 6 โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ
การอบรมนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน ทักษะที่สำคัญและกระบวนการตามแนวคิด Emotionally Focused Couple Therapy (EFT) เหมาะสำหรับนักจิตวิทยา หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต จัดโดย ศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wellness) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 เวลา 9.30 – 16.30 น.
ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รับจำนวนจำกัด 25 ท่าน เท่านั้น
ลงทะเบียนทาง: https://forms.gle/oXZBLDDgRnBW55Zm8
หนังสือเชิญ:
*การยกเลิกการลงทะเบียน ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าลงทะเบียนทุกกรณี*

วันที่ 1 เมษายน 2569 ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ตะวันออก–ตะวันตก ได้จัดกิจกรรม Journal Club ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยมี ผศ. ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ เป็นผู้นำเสนอและแลกเปลี่ยนประเด็นการวิจัยในหัวข้อ “Sarcasm Perception Across Cultures” จากผลงานตีพิมพ์เรื่อง “Individual Differences in Sarcasm Interpretation and Use: Evidence From the UK and China”

ในงานศึกษาเรื่องการสื่อสารทางบวก มักมีความเห็นคล้าย ๆ กันว่า ผลเสียต่าง ๆ จากการที่ใช้การสื่อสารที่ไม่ดีทำร้ายกัน ค่อนข้างไปได้เร็วและคืบหน้าง่าย ทั้งในบริบทครอบครัว การทำงาน รวมถึงการสื่อสารทางออนไลน์ นอกจากนี้มนุษย์ยังได้สร้างสรรค์วิธีใหม่ ๆ ในการใช้คำพูดที่ทำร้ายกันและกันมาตลอดตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นักวิชาการจึงต้องการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารทางบวก (Positive communication) ขึ้น แต่ผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว การนิยามเรื่องการสื่อสารทางบวกก็ยังเป็นกลุ่มความคิดเห็นที่ค่อนข้างกว้างขวาง ดูยังไม่กลมกล่อมเท่าไรนัก
“การสื่อสารทางบวก” ที่นักวิชาการได้จากการเปรียบเทียบนิยามจากมโนทัศอื่น อย่างเช่น Prosocial-Antisocial Communication, จิตวิทยาทางบวก (positive psychology) รวมถึง การนำนิยามของ ด้านมืดของการสื่อสารระหว่างบุคคล มาทำการเปรียบเทียบ มโนทัศน์พื้นฐานที่นักวิชาการคาดหวังจากการสื่อสารทางบวกมีดังนี้
โดยทั่วไปแล้วเมื่อพูดถึงการสื่อสาร คนมักจะนึกถึงฝ่ายที่ส่งสารออกไป ไม่ว่าจะพูด เขียน หรือ อวัจนภาษา ท่าทาง ที่ส่งไปถึงผู้รับสาร ความคิดของนักวิชาการที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกแต่ละคนก็มีกรอบแตกต่างกัน โดยใช้คำเช่น
อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางบวก ?
จริง ๆ แล้วคุณค่าของ “การสื่อสารทางบวก” อยู่ที่ไหน ?
ในการสื่อสารที่ไม่ดี วาจา ตัวหนังสือ กริยาท่าท่าง หรือพฤติกรรม ที่หลุดออกไปโดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ด้วยเหตุผล ด้วยอารมณ์ก็ตาม หรือแม้แต่การปฏิเสธการสื่อสาร ท่าทีห่างเหิน ไม่รับฟัง ก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำร้ายอีกฝ่าย ขณะที่การสื่อสารทางบวกไม่ได้ง่ายแบบนั้น การสื่อสารที่ดีต้องใช้ทั้งเวลาและพฤติกรรมในการพิสูจน์เพิ่มเติม ดังสำนวนที่กล่าวว่า “ทำดีเสมอตัว” การสื่อสารทางบวกก็มีลักษณะไม่ต่างกันเท่าไรนัก อาจจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้ดำเนินต่อไปได้ หรือเป็นในลักษณะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ในลักษณะของ “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” ในขณะที่การสื่อสารที่ไม่ดี มีทั้งแบบค่อย ๆ เสื่อมลง หรือแบบพังทลายในทีเดียว
มีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่พยายามรวบรวมนิยามและความคิดเห็นของนักวิชาการที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกไว้ ให้มาลองพิจารณากัน
นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นทั่วไปอื่น ๆ อย่างเช่น “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่พาเข้าสู่ห้วงเวลาของ ความสุขสมหวัง และบรรลุเป้าหมายบางอย่าง” “ปฏิสัมพันธ์มนุษย์ที่มีพื้นฐานจากอารมณ์บวก และเป้าหมายที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน และสร้างความพึงพอใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” รวม ๆ แล้ว ความคิดเห็นและนิยามของการสื่อสารทางบวกก็มักจะรวม ๆ อยู่ที่การสื่อสารที่มีลักษณะที่ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ มีจริยธรรม เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อ มีศิลปะ มีไหวพริบ มีประสิทธิภาพ และมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมความสุขระหว่างผู้ปฏิสัมพันธ์ทุกคน เพิ่มเติมอีกงานหนึ่งที่พยายามอธิบาย “การสื่อสารทางบวก” จากการวิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ จากพจนานุกรมหลาย ๆ แหล่ง ของ Arkadyevna (2014) ได้สรุปความหมายของการสื่อสารทางบวก ว่าเป็นการสื่อสารที่มีลักษณะของ 1. การยอมรับและการยินยอม 2. เป็นที่น่าพอใจและเป็นผลดี 3. สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือให้กำลังใจ 4. มองโลกในแง่บวกและส่งเสริมการพัฒนา 5. มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์
ถ้าได้อ่านจนถึงตอนนี้แล้วถามว่าทำไมจึงมีแต่อะไรที่เป็นนามธรรม วัดยาก เข้าใจยาก แล้วอย่างนี้อะไรที่ทำให้เราบอกได้ว่าการสื่อสาร หรือการปฏิสัมพันธ์นั้น เป็นการสื่อสารทางบวกหรือไม่ น่าจะวัดที่ไหน เจตนา กระบวนการ ผลลัพธ์ การรับรู้ หรือการตีความ ?
ผู้เขียนในตอนนี้ค่อนข้างศรัทธา “ผลลัพธ์” หลังจากการปฏิสัมพันธ์ สำหรับการสื่อสารเพื่อความบันเทิง สนุกสนานเป็นครั้งคราวต่าง ๆ ผลบวกก็อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีหรือความบันเทิง ที่เสริมแรงให้อยากมาคุยกันอีก และการประเมินว่าการสื่อสาร/ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ทางบวก” หรือไม่ แต่หลาย ๆ การสื่อสาร การพูดคุยไม่ว่าจะบวกเพียงใด ก็เป็นได้แค่การ “เกริ่นนำ” ที่สุดท้ายก็ต้องมาวัดที่พฤติกรรมว่าสอดคล้องกับที่สื่อสารไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ตลอดจนผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ อย่างไร กับอีกส่วนที่คนเขียนสนใจรองลงมาก็คือเรื่องของ “เจตนาที่ดี” ในจุดต่าง ๆ ของการสื่อสาร ที่เป็นส่วนสำคัญให้การสื่อสารที่ดีดำเนินต่อไป ไม่ใช่แค่ดีในการพูดคุย หรือดีเมื่อพบหน้ากัน
อีกส่วนก็คือความคิดเห็นจากนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มักใช้คำว่า “positive” กับ “function” คู่กันในลักษณะต่าง ๆ เพื่ออธิบายนิยามและความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวก เมื่อผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจคำว่า “function” ว่าอธิบายถึงอะไรหรือให้น้ำหนักอะไรบ้างระหว่าง input, process หรือ output แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดในงานศึกษาทางจิตวิทยา จนกระทั่งนำคำว่า positive function มาประกบกันแล้วค้นหา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เสนอคำนิยามทางคณิตศาสตร์มาให้ นั่นคือ “ฟังก์ชั่น (process) ที่ไม่ว่า input จะเป็นอย่างไร ก็ทำให้ output ออกมาเป็น บวกเสมอ” ผู้เขียนไตร่ตรองแล้วคิดว่าเป็นการนิยามที่ความหมายชัดเจนดี จึงรับไว้พิจารณาปรับใช้ และขอสรุปตามความเข้าใจของตนเองว่า “การสื่อสารทางบวก” คือกระบวนการ (process) ที่ไม่ว่า input ซึ่งอาจจะหมายถึง สถานการณ์ ความคิด ความรู้สึก ความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ ก่อนการสื่อสาร จะอยู่ในรูปแบบใด การสื่อสารทางบวกก็คือกระบวนการที่จะทำให้ ผลลัพธ์ (outcome) หลังจากการสื่อสารนั้นเป็นบวกเสมอ หรือก็คือต้องมองเห็น ผลลัพธ์ที่เป็นบวกก่อน ถึงจะบอกได้ว่า เป็นการสื่อสารทางบวก อีกทั้ง การสื่อสารทางบวกไม่ควรให้ผลลัพธ์ทางบวกหรือก่อประโยชน์เพียงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะดีที่สุดหากส่งผลทางบวกหรือทำให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
รวมกับความคิดเห็นข้างบนแล้วถ้าอยากจะเขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางบวกสั้น ๆ เองบ้างก็คงจะเป็น “การสื่อสารที่ นำไปสู่พฤติกรรมที่มีจริยธรรม ซื่อตรงสอดคล้องกับคำพูด และผลลัพธ์ที่เป็นบวกตอบสนองความสุข สนุกสนาน ความพอใจบางอย่าง แก่ ”ผู้ฟัง” ในกรณีสื่อสารทางเดียว หรือกับ “ทุกคน” ในกรณีที่การสื่อสารเป็นปฏิสัมพันธ์” อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงผลลัพธ์แล้วความยากก็คือชีวิตมนุษย์นั้นจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มี final output เหมือนคณิตศาสตร์ สิ่งที่เป็นการสื่อสารทางบวกในวันนี้ ณ จุดหนึ่งอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่หากไม่สามารถรักษาความดีในจุดถัด ๆ ไปได้ อาจจะไม่ได้เป็นการสื่อสารทางบวกในอนาคตก็ได้ แล้ว output ที่เป็นลบ ก็จะถูกป้อนกลับไปเป็น Input อีกที ทำให้การสื่อสารในครั้งถัด ๆ ไป ขาดความไว้ใจ เป็นบวกได้ยากขึ้น หากไม่มีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหา
อาจจะมีคนสงสัยว่าคนเขียนเหมือนจะเชียร์แต่ “ผลลัพธ์” แล้ว “กระบวนการ” จะไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้การสื่อสารเป็นบวกเลยอย่างนั้นหรือ
ผู้เขียนมองว่าจริง ๆ ก็อาจจะมีส่วนช่วย แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้มีปฏิสัมพันธ์ต่างจริงใจ และมีความเข้าใจวิธีสื่อสารของกันและกันระดับหนึ่ง ในการสื่อสารทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ใครจะมามอบผลประโยชน์ มอบความสุข ความพอใจให้คนอื่น โดยที่ไม่ได้คาดหวังความสัมพันธ์ที่ดี หรือมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน นอกจากนั้นก็ยังมีตัวแปรอื่น ๆ อย่างความสามารถในการสื่อสาร การเรียบเรียงสาร ความตั้งใจและความสามารถในการรับรู้ รับฟัง วิเคราะห์ ตีความ ทั้งยังมีตัวแปรภายนอกอื่น ๆ อย่าง สถานที่ เวลา ช่องทางการสื่อสารที่เลือกใช้ ความถี่ของการสื่อสาร ฯลฯ เมื่อตัวแปรระหว่างทางมีมากเช่นนี้ ทั้งคนพูดคนฟังแต่ละคนก็ต่างจิตต่างใจ ต่างประสบการณ์ ต่างความคาดหวัง จึงไม่มีอะไรรับประกันกระบวนการได้เลยว่า ถึงแม้ ณ ห้วงเวลาของการสื่อสารที่ดี ณ เวลาหนึ่ง จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ดีและผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต
บทความเรื่องการสื่อสารทางบวกแต่เนื้อหาไม่ค่อยสดใสเลย เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก ทั้งในส่วนของการศึกษาและการปฏิบัติจริง ผู้เขียนจึงขอปิดท้ายงาม ๆ ด้วย พฤติกรรมการสื่อสาร ที่แสดงให้เห็นลักษณะของการสื่อสารทางบวกจาก Mirivel (2014)
ทั้งหมดก็เป็นพฤติกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้พฤติกรรมการสื่อสารก็แค่เป็นกระบวนการหนึ่ง หากขาด “เจตนาที่ดี” การทักทายก็เปิดโอกาสให้ทั้งคนดีเข้ามาและคนไม่ดีมาฉวยโอกาส การถามจะก็เป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็น หากความถี่มากเกินไปก็เซ้าซี้น่ารำคาญ ความถี่น้อยจะถูกตีความว่าไม่ใส่ใจ ขาดความจริงใจ หรือหวังผลประโยชน์เป็นครั้งคราว มีรายละเอียดยิบย่อยในพฤติกรรมการสื่อสารมากมาย ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องสนใจรายละเอียดขนาดนั้น คิดว่าสุดท้ายแล้ว ก็สื่อสารแบบเป็นตัวของตัวเอง แล้ว “ไม่ลืม” เจตนาทีดี ทั้งในส่วนของการสื่อสารและการรับฟัง รวมถึงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เหลือก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาดีเช่นกัน แล้วก็หวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดี
AHMED, A. H. (2020). Positive communication: The new shift in interpersonal communication. Communication in the Millennium, 1-11.
Arkadyevna, L. O. (2014). Positive communication: definition and constituent features. Вестник Волгоградского государственного университета. Серия 2: Языкознание, (5), 121-126.
บทความโดย
ณัฐนันท์ มั่นคง
นักจิตวิทยา
ช่วงวัยรุ่นเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของชีวิต ซึ่งต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสภาพสังคมที่ซับซ้อน ปัจจัยเหล่านี้มักกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ง่าย ทั้งจากภาระทางการเรียน การปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน หรือความคาดหวังจากครอบครัว หากวัยรุ่นขาดความเข้าใจในธรรมชาติของความเครียดและไม่มีทักษะในการเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหา (Coping Strategies) ที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการจัดการพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว โครงการนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางจิตใจให้แก่วัยรุ่น โดยใช้แนวคิดการมีสติ (Mindfulness) มาเป็นรากฐานสำคัญในการจัดการกับปัญหา การมีสติจะช่วยให้วัยรุ่นรู้เท่าทันสภาวะอารมณ์และระดับความเครียดของตนเอง แทนที่จะปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว การฝึกสติจะช่วยเปิดพื้นที่ให้บุคคลสามารถพิจารณาเลือกใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาที่สอดคล้องกับทรัพยากรของตนเองและเหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โครงการจึงบูรณาการรูปแบบการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าด้วยกัน โดยในช่วงเช้ามุ่งเน้นการสร้างฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกความเครียดและทฤษฎีการเผชิญปัญหาผ่านรูปแบบ Hybrid และต่อเนื่องด้วยกิจกรรม Workshop ในช่วงบ่ายเพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการฝึกสติในชีวิตประจำวัน การสำรวจต้นทุนในการเผชิญปัญหาของตนเอง ตลอดจนการประยุกต์ใช้ศิลปะและเกมมาเป็นเครื่องมือในการวางแผนจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงมุ่งหวังให้วัยรุ่นไม่เพียงแค่มีความรู้ทางจิตวิทยา แต่ยังสามารถนำทักษะการมีสติไปใช้เป็นวิถีปฏิบัติในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในชีวิต เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีและความเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล
อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงเช้า (เวลา 10.00 – 12.00 น.) บรรยายความรู้ รูปแบบ Hybrid
เป็นลักษณะการบรรยายเพื่อให้ความรู้อ้างอิงจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน
ช่วงบ่าย (เวลา 13.00 – 16.00 น.) รูปแบบ On-Site Workshop
เป็นลักษณะของการทำกิจกรรมเพื่อประยุกต์เนื้อหาจากการบรรยายมาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
รูปแบบของกิจกรรม เป็นการประยุกต์ใช้กิจกรรมหลายรูปแบบทั้ง การตอบมาตรทางจิตวิทยา กิจกรรมฝึกสติผ่านประสาทสัมผัส เกม การใช้ศิลปะ
ระยะเวลา 5 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 16.00 น.
ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting
วัยรุ่นตอนต้นถึงตอนปลาย หรือนักเรียนนักศึกษาที่มีความสนใจในการพัฒนาสุขภาวะทางจิต และต้องการเสริมสร้างทักษะการจัดการความเครียดให้กับตนเอง
ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม |
อัตราค่าลงทะเบียน |
|
1 |
นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา (เข้าร่วมแบบ On-Site) |
900 บาท |
2 |
นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา (เข้าร่วมแบบ Online – 2 ชั่วโมง) |
450 บาท |
สำหรับผู้ที่เข้าร่วมแบบ On-Site ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

ในสังคมปัจจุบัน ผู้ใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันจากหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาระหน้าที่การงาน ปัญหาทางการเงิน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของความเครียด ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต นำไปสู่การบั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยธรรมชาติแล้วแต่ละบุคคลมีกลวิธีการเผชิญปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่บ่อยครั้งที่การตอบสนองต่อความเครียดมักเป็นไปโดยอัตโนมัติและอาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพเสมอไป การขาดความตระหนักรู้ในสภาวะอารมณ์และความคิดของตนเองในขณะนั้น ทำให้ไม่สามารถเลือกใช้กลไกการเผชิญปัญหาที่สร้างสรรค์ได้ การมีสติ (Mindfulness) คือกระบวนการฝึกฝนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะโดยไม่ตัดสิน ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีงานวิจัยรองรับว่า เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการจัดการความเครียด การฝึกเจริญสติจะช่วยสร้างพื้นที่ว่างระหว่างสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเครียดและการตอบสนองของเรา ทำให้เราสามารถหยุดคิดและเลือกกลวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น แทนที่จะตอบสนองไปตามความเคยชินเดิม ๆ
ด้วยเหตุนี้ โครงการฝึกอบรม “การเผชิญปัญหาบนพื้นฐานของการมีสติ สำหรับผู้ใหญ่” จึงถูกพัฒนาขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะมอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเครียด กลวิธีการเผชิญปัญหา และความสำคัญของการมีสติ ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติผ่านกิจกรรม Workshop เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และประยุกต์ใช้การมีสติเป็นเครื่องมือในการเลือกกลยุทธ์การจัดการความเครียดที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การมีสุขภาวะทางจิตใจที่ดีขึ้นและสามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล
อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงเช้า (เวลา 10.00 – 12.00 น.) บรรยายความรู้ รูปแบบ Hybrid
เป็นลักษณะการบรรยายเพื่อให้ความรู้อ้างอิงจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน
ช่วงบ่าย (เวลา 13.00 – 16.00 น.) รูปแบบ On-Site Workshop
เป็นลักษณะของการทำกิจกรรมเพื่อประยุกต์เนื้อหาจากการบรรยายมาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
รูปแบบของกิจกรรม เป็นการประยุกต์ใช้กิจกรรมหลายรูปแบบทั้ง การตอบมาตรทางจิตวิทยา กิจกรรมฝึกสติผ่านประสาทสัมผัส เกม การใช้ศิลปะ
ระยะเวลา 5 ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 16.00 น.
ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting
บุคคลทั่วไปที่สนใจเรียนรู้และพัฒนาทักษะการจัดการความเครียด รวมถึงการเสริมสร้างกลไกการเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยการมีสติ
ประเภทผู้เข้าร่วมอบรม |
อัตราค่าลงทะเบียน |
|
1 |
บุคคลทั่วไป (เข้าร่วมแบบ On-Site) |
1,500 บาท |
2 |
บุคคลทั่วไป (เข้าร่วมแบบ Online – 2 ชั่วโมง) |
800 บาท |
สำหรับผู้ที่เข้าร่วมแบบ On-Site ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการต่างประเทศ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัยให้เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการ การเตรียมบทความวิจัยสำหรับส่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ โดยเฉพาะวารสารชั้นนำจำเป็นต้องเข้าใจหลักการ หลักคิด และวิธีการเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการตีพิมพ์และพัฒนาทักษะความเป็นนักวิจัยในเวลาเดียวกัน การอบรมหัวข้อนี้จึงเจาะลึกถึงแต่ละส่วนของบทความวิจัยอย่างละเอียด หลักจริยธรรม การเลือกวารสาร การขอลิขสิทธิ์ และการตรวจสอบวารสารล่าเหยื่อ (Predatory journals) ผนวกกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง การสืบค้นข้อมูล รวมถึงการเตรียมความพร้อมในกรณีที่ร่างบทความวิจัยได้รับข้อเสนอแนะให้ปรับแก้
วิทยากรของการอบรมหัวข้อนี้ ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงและเป็นทีมบรรณาธิการของวารสาร SCOPUS Tier 1 ดังนั้น หัวข้อนี้จึงเหมาะกับคณาจารย์ นักวิจัยและนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช
อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การอบรมรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting
คณาจารย์ นักวิจัย และนิสิตที่เตรียมร่างบทความวิจัยสำหรับส่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ
ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 2,500 บาท
* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th
โครงการอบรมหัวข้อสติปัญญาของมนุษย์จะนำผู้เข้าร่วมอบรมย้อนไปถึงรากของแนวคิดและความหมายรวมถึงวิธีการวัดสติปัญญาทางจิตวิทยา ประเด็นการอบรมจึงครอบคลุมพัฒนาการสติปัญญาของมนุษย์ การทำงานของสมองและกระบวนการทางปริชาน การวัดและการทดสอบสติปัญญา ปัจจัยที่ส่งผลต่อสติปัญญา สติปัญญาทางอารมณ์และสังคม สติปัญญาในกลุ่มคนพิเศษ (เช่น เด็กปัญญญาเลิศ ศิลปิน นักกีฬา และทหาร) และปัญญาประดิษฐ์
โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence)” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้เข้าใจสติปัญญาของมนุษย์ในหลากหลายมิติ เป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปต่อยอดทางการวิจัย การพัฒนาตนเอง พัฒนาการทำงานและเข้าใจตนเองมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีร วงศ์อุปราช
อาจารย์ประจำแขนงวิชาการวิจัยจิตวิทยาประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การบรรยาย และการฝึกปฏิบัติการทำแบบทดสอบสติปัญญา รวมระยะเวลา 6 ชั่วโมง
ผู้สนใจทั่วไป ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาของมนุษย์
ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ท่านละ 4,500 บาท
(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตร)
* บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th
