ข่าวและกิจกรรม

อยู่ก็ได้…ตายก็ดี ทำความรู้จัก Passive Suicidal Ideation ภัยเงียบที่ทำร้ายใจคนยุคใหม่

Trigger Warning: บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกล่าวถึงความคิดอยากตาย (Suicidal Ideation)
และภาวะความเปราะบางทางจิตใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้อ่านบางท่าน
หากคุณกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หรือรู้สึกไม่สบายใจขณะอ่าน
แนะนำให้หยุดพักหรือข้ามส่วนดังกล่าวไปก่อน สุขภาพจิตของคุณสำคัญที่สุดค่ะ

 

 

‘Passive Suicidal Ideation’ อาจเป็นคำที่หลายคนไม่คุ้นหู แต่หากลองพิจารณาถึงความรู้สึกที่ว่า “อยู่ก็ได้ ตายก็ดี” หรือการเฝ้ารอให้มีเหตุการณ์บางอย่างมาทำให้ชีวิตนี้จบสิ้นลงไปโดยที่เราไม่ต้องลงมือเอง ความรู้สึกเหล่านี้อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

 

บนโลกใบนี้ เราอาจจะคุ้นเคยกับการฆ่าตัวตายแบบกระตือรือร้น (Active Suicidal Ideation) คือการมีแผนการและเจตนาที่ชัดเจนเป็นอย่างดี แต่สำหรับการมีอาการแบบ Passive นั้นกลับเปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ” มันคือความปรารถนาที่จะหยุดมีชีวิตอยู่ แต่ยังขาดแรงจูงใจหรือแผนการที่จะทำร้ายตนเองในขณะนั้น ทว่าความนิ่งเงียบนี้เองที่มักทำให้สัญญาณอันตรายถูกมองข้ามไป (Bostwick et al., 2016)

 

  • “ถ้าหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกก็คงดี”
  • “อยากให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเราจัง”
  • “ถ้าเราหายไปตอนนี้ โลกก็คงดำเนินต่อไปได้”
  • “เหนื่อยเกินกว่าจะใช้ชีวิตต่อ แต่ก็ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายนะ”

 

ประโยคเหล่านี้มักถูกสื่อสารออกมาในลักษณะของคำตัดพ้อหรือความคิดชั่ววูบ แต่ในทางจิตวิทยา มันคือเสียงสะท้อนของความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึก เป็นสัญญาณว่าสภาวะจิตใจกำลังแบกรับภาระที่หนักเกินไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่อันตรายไม่แพ้กัน

 

 

 

สัญญาณเตือนของ Passive Suicidal Ideation


 

  • เพ้อฝันถึงความตาย: มักจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ตนเองเสียชีวิต หรือความรู้สึกโล่งใจหากไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ
  • พฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่ใส่ใจชีวิต: เริ่มละเลยความปลอดภัย เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือใช้สารเสพติด เพราะลึกๆ รู้สึกว่า “ถ้าเป็นอะไรไปก็ไม่เป็นไร”
  • การละเลยตนเอง (Self-neglect): ไม่ดูแลสุขภาพ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หรือหากมีโรคประจำตัวก็เริ่มไม่รับประทานยาตามสั่ง
  • ความรู้สึกไร้ค่าและโดดเดี่ยว: เชื่อว่าตนเองเป็นภาระ (Perceived Burdensomeness) และไม่มีใครเข้าใจหรือต้องการ (Thwarted Belongingness) หรือแม้แต่ความรู้สึกว่า “การหายไปของฉันอาจมีค่ากว่าการมีชีวิตอยู่”
  • การปลีกตัวจากสังคม: เริ่มถอยห่างจากความสัมพันธ์และกิจกรรมที่เคยชอบ เพราะมองไม่เห็นความหมายของการมีปฏิสัมพันธ์
    ความน่ากลัวของภาวะนี้คือมันสามารถเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะลงมือจริง (Active) ได้ทุกเมื่อ หากมีปัจจัยกระตุ้นที่รุนแรงหรือความสิ้นหวังมีมากขึ้นจนถึงขีดสุด

 

 

จะทำอย่างไรเมื่อเริ่มมีความคิดแบบ Passive Suicidal Ideation?


 

การเยียวยาจิตใจจากความรู้สึกที่อยากหายไปนั้นอาจต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ตลอดจนแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างที่จะช่วยให้ความคิดเหล่านี้บรรเทาลง โดยมีแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้:

 

  1. อนุญาตให้ตนเองยอมรับความรู้สึก: การยอมรับว่าเรากำลังมีความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือสัญญาณบอกว่า “ใจเรากำลังป่วย” และต้องการการดูแล
  2. ระบายความในใจกับพื้นที่ปลอดภัย: การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจหรือนักจิตวิทยาช่วยให้ความอึดอัดในใจเบาบางลง และช่วยให้เรามองเห็นแง่มุมที่ถูกบดบังด้วยความเศร้า
  3. สร้างแผนความปลอดภัย (Safety Plan): กำหนดรายชื่อบุคคลหรือเบอร์โทรศัพท์สายด่วนที่สามารถติดต่อได้ทันทีเมื่อความคิดเริ่มรุนแรงขึ้น รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย
  4. ค้นหาความหมายในสิ่งเล็กน้อย: ไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เช่น เพื่อสัตว์เลี้ยง เพื่อหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ หรือเพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: การทำจิตบำบัดหรือการปรึกษาจิตแพทย์จะช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมองและช่วยปรับกระบวนการคิดให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง

 

ความรู้สึกอยากตายไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิต แต่มันคือเสียงสะท้อนว่าเราต้องการ “ความช่วยเหลือ” การมองเห็นคุณค่าในตัวเองในวันที่ใจเหนื่อยล้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวออกมาขอความช่วยเหลือคือก้าวแรกที่กล้าหาญที่สุด
อยากให้รู้เอาไว้เสมอว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดเงียบๆเหล่านี้ทำลายคุณค่าในชีวิตของคุณนะคะ ☺

 

 

หมายเหตุ : หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับความทุกข์ใจ สามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 


References:

 

เมธินี คุ้มภัย, และ วรวรรณ จงตระกูล. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเอง ความรู้สึกเป็นภาระ และความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับความคิดฆ่าตัวตายในนิสิตมหาวิทยาลัย. วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย, 54(1), 45-58. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/270180/180671

 

Bostwick, J. M., Pabbati, C., Geske, J. R., & McKean, A. J. (2016). Suicide attempt as a risk factor for completed suicide: Even more lethal than we knew. American Journal of Psychiatry, 173(11), 1094-1100.

 

Britton, P. C., Van Orden, K. A., Hirsch, J. K., & Williams, G. C. (2019). Basic psychological needs, suicidal ideation, and risk for suicidal behavior in Veterans. Professional Psychology: Research and Practice, 50(6), 361–369. https://doi.org/10.1037/pro0000252

 

Liu, R. T., Bettis, A. H., & Burke, T. A. (2020). Characterizing the course of suicidal ideation: A systematic review and meta-analysis of longitudinal studies. Clinical Psychology Review, 76, Article 101819. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2020.101819

 

Neuro Wellness Spa. (2023). Understanding passive suicidal ideation: Signs, causes, and help. https://neurowellnessspa.com/passive-suicidal-ideation/

 

Schoevaerts, K., & Dierckx, E. (2021). Passive suicidal ideation in older adults: A systematic review. [Author manuscript]. Vrije Universiteit Brussel. https://cris.vub.be/ws/portalfiles/portal/95407317/Auteursmanuscript_PassiveSI.pdf

 

Simon, G. E., Rutter, C. M., Peterson, D., Oliver, M., Whiteside, U., Ludman, E., & Operskalski, B. (2013). Does response on the PHQ-9 Depression Questionnaire predict subsequent suicide attempt or completed suicide? Psychiatric Services, 64(12), 1195-1202.

 

 


 

 

บทความโดย

คุณบุณยาพร อนะมาน

นักจิตวิทยาประจำศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร (PSYCH-CEO)

 

 

การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ – Informal Learning

 

การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ หมายถึง พฤติกรรมที่เพิ่มพูดความรู้และทักษะใหม่ ๆ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายพฤติกรรม เช่น การทบทวนตนเอง การทดลองวิธีการทำงานใหม่ ๆ การมีปฏิสัมพันธ์และเครือข่ายทางสังคมกับผู้อื่น

 

สำหรับบริบทขององค์การและการทำงาน การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการมีคุณลักษณะเป็นการเรียนรู้โดยริเริ่มจากความตั้งใจและประสบการณ์ของแต่ละบุคคลในการเรียนรู้ การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานอันจะส่งผลให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นการเรียนรู้โดยไม่ต้องมีโครงสร้างและระเบียบแบบแผน ในหลายสถานการณ์ในงานผู้เรียนยังสามารถร่วมเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์กับผู้อื่น เพื่อแสวงหาความรู้และทักษะที่ได้รับเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลและในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน โดยการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการครอบคลุมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้บุคคลได้รับความรู้และทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีพลวัตรและการแข่งขันสูงในปัจจุบัน

 

นักวิชาการจำนวนมากได้ให้คำนิยามการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเรียนรู้แบบเป็นทางการ กล่าวคือ การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการมีคุณลักษะเป็นการเรียนรู้โดยการริเริ่มจากความตั้งใจและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดหลักสูตรเนื้อหาการเรียนรู้ หรือกำหนดผู้สอนไว้ล่วงหน้า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในงานและอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ และไม่จำเป็นต้องจัดการเรียนในห้องเรียน ไม่ต้องมีโครงสร้างที่เป็นทางการ ในขณะที่การเรียนรู้แบบเป็นทางการ มีลักษณะโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดรายละเอียด หลักสูตร และเวลาในการจัดการเรียนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ และมีการวัดประเมินผลอย่างชัดเจน โดยได้รับการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่าง ๆ จากองค์การ

 

 

 

 

 

Noe และคณะ (2013) ได้แบ่งองค์ประกอบการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

 

1. การเรียนรู้จากตัวเอง (learning from oneself)

หมายถึงการสะท้อนคิดถึงวิธีการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและการทดลองนำวิธีการใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของตนมาใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางบวก

 

2. การเรียนรู้จากผู้อื่น (learning from others)

หมายถึง การโต้ตอบกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาเพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิด ผลการปฏิบัติงาน มีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ ๆ และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการกำหนดกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน

 

3. การเรียนรู้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวบุคคล (learning from non-interpersonal sources)

หมายถึงรวม การศึกษา ค้นคว้าจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งรูปแบบออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และทักษะใหม่ ๆ เช่น การอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร บทความเชิงพาณิชน์ และการค้นหาแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางอินเทอร์เน็ต

 

 

เนื่องจากการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของแต่ละบุคคลเอง แรงจูงใจในการเรียนจึงขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนบุคคล และขึ้นอยู่กับการรับรู้ข้อเรียกร้องในงาน นอกจากนี้คุณลักษณะของสภาพแวดล้อมการทำงาน อาทิ การที่องค์การและหัวหน้างานอำนวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ บรรยากาศการทำงานเป็นทีม สถานที่ทำงานเป็นมิตร ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อผลของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการของบุคคลอีกด้วย

 

 

 


 

 

ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์

 

มนัส อุ่นใจ. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2023.140

 

Workshop : เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 5

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 5”

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง รุ่นที่ 5” ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์พิเศษแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

 

การเจรจาต่อรอง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาระหว่างครอบครัว การเจรจาทางธุรกิจ เป็นต้น ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับจาก “การเจรจาต่อรอง” ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากและมักจะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก ๆ เมื่อเราจะต้องประสานงานการทำงานกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองกับผู้ที่เราจะต้องดำเนินธุรกิจด้วยหรือแม้แต่การเจรจาต่อรองที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติอื่น ๆ ได้ เพียงแต่ว่าเรื่องนั้นควรต่อรองหรือไม่ คุ้มหรือไม่กับการต้องต่อรอง หากต้องนิยามคำว่าเจรจาต่อรอง ก็สามารถให้ความหมายแบบกว้าง ๆ คือ กระบวนการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) มีบุคคลร่วมเจรจา 2 ฝ่ายขึ้นไป ถือเป็นกิจกรรมที่มีความทางการ มีการกำหนดจุดยืน มีผลประโยชน์ที่ต้องการแลกเปลี่ยนกัน และมุ่งหวังให้ผลประโยชน์หรือข้อกำหนดนั้นบรรลุความต้องการของทุกฝ่าย

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “เทคนิคพื้นฐานสำหรับการเจรจาต่อรอง” จึงเป็นโครงการสำหรับผู้ที่ต้องเข้าใจในพื้นฐานของการเจรจาต่อรอง โดยมุ่งเน้นการศึกษาไปยังเทคนิคพื้นฐานในกระบวนการของการต่อรอง ว่าการออกไปพบปะผู้คนควรวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้าในการเจรจาอย่างไร จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการคาดหวังว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะสามารถนำเทคนิคดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถรับมือและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

 

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมโครงการจากคณะจิตวิทยา

 

 

วิธีการฝึกอบรม
  • ภาคทฤษฎี – โดยการบรรยาย ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
  • ภาคปฏิบัติ – โดยการฝึกปฏิบัติ ระยะเวลา 3 ชั่วโมง

 

 

การอบรมมีอัตราค่าลงทะเบียน ท่านละ 4,500 บาท

(ราคานี้รวมอาหารกลางวัน อาหารว่าง เอกสารประกอบการอบรม และเกียรติบัตร)

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน
  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเข้าร่วมการอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และมีสิทธิเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จะจัดส่งให้ทางอีเมลที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 


 

 

การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน

 

 

งาน “วัฒนายุครุปิยาจารย์ ครั้งที่ 5” โดย สมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 สมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน “วัฒนายุครุปิยาจารย์ ครั้งที่ 5” ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวเพลิงชมพูร่วมแสดงมุทิตาจิตและกราบคณาจารย์ เนื่องในวาระเจริญอายุ 84 ปี

 

ในโอกาสนี้ คณาจารย์อาวุโสที่อายุครบ 85 ปี จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่สอน ณ คณะครุศาสตร์ ก่อนการจัดตั้งคณะจิตวิทยา ได้เข้าร่วมงานนี้ด้วย ได้แก่ รศ.สุภาพรรณ โคตรจรัส และรศ. ดร.พรรณราย ทรัพยะประภา

 

คณาจารย์อาวุโสคณะจิตวิทยา ได้แก่ รศ. ดร.พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ รศ. ดร.เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ รศ. ดร.ชุมพร ยงกิตติกุล และ ผศ.นิรมล ชยุตสาหกิจ พร้อมด้วย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา รศ. ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ผู้ช่วยคณบดี รศ. ดร.กุลยา พิสิษฐ์สังฆการ อาจารย์ปัจจุบัน และคุณจิรีรัตน์ สิทธิวงศ์ นักจิตวิทยา ได้เข้าร่วมในงานดังกล่าว เพื่อแสดงความเคารพและร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่คณาจารย์อาวุโสทั้งสองท่าน ผู้เป็นแบบอย่างทางวิชาการและวิชาชีพ

 

ทั้งนี้ คณะจิตวิทยาขอร่วมแสดงความเคารพและขอบพระคุณคณาจารย์อาวุโสทุกท่านที่ได้สร้างคุณูปการอันทรงคุณค่าแก่แวดวงการศึกษาและจิตวิทยาของประเทศไทย

 

 

ขอแสดงความยินดีกับ รศ. ดร.ธีระพร อุวรรณโณ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ราชบัณฑิต” ประเภทวิชาจิตวิทยา สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม

 

คณะจิตวิทยา ขอแสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระพร อุวรรณโณ อาจารย์อาวุโสคณะจิตวิทยา เคยดำรงตำแหน่งรองคณบดี และประธานแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ราชบัณฑิต” ประเภทวิชาจิตวิทยา สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม จากที่ประชุมราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ครั้งที่ ๕/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

กิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะทางใจ Becoming Brave in the Face of Fear

 

Center for Psychological Wellness จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย x Proudly Collective ขอเชิญคุณมาร่วมกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะทางใจ

 

“กล้า…ในวันที่ใจยังกลัว” Becoming Brave in the Face of Fear

 

มาร่วมหาคำตอบว่า เมื่อความกลัวยังอยู่ในใจ เราจะกล้าได้อย่างไร? ภายในงาน คุณจะได้เข้าร่วม 2 กิจกรรมที่เราออกแบบมาอย่างตั้งใจ

 

  • Panel Discussion: เรียนรู้ผ่านมุมมองจากวิทยากรด้าน Psychology x Business ว่าด้วยการยืนหยัดในตัวตน และเติบโตท่ามกลางความกลัว
  • Workshop: Dear Fear – Emotional First-Aid Toolkit สร้างเครื่องมือดูแลใจของตัวเอง ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

นี่ไม่ใช่งานบรรยายทั่วไป แต่คือพื้นที่ปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณเข้าใจกลไกของความกลัว และฝึกสร้างความกล้าในแบบที่ยั่งยืน

 

ค่าลงทะเบียน 1,000 บาท (รวม Snack Box และ Emotional First-Aid Toolkit) ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
สมัครเลย คลิก

 

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569
เวลา 13.00 – 16.00 น.
ห้องประชุม 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

สอบถามเพิ่มเติม : ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา
โทร 061-736-2859
อีเมล psywellnessworkshop@gmail.com

Invisible Suffering: การอยู่กับความทุกข์ที่ไม่ถูกมองเห็น

 

แม้ว่าความทุกข์จะเป็นประสบการณ์พื้นฐานของมนุษย์ และผู้คนมักสามารถมองเห็นและหยิบยื่นความเข้าใจให้แก่กันได้เมื่อความทุกข์นั้นปรากฏอย่างชัดเจน เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือการเผชิญกับโรคร้าย ทว่าไม่ใช่ทุกรูปแบบของความทุกข์จะได้รับการมองเห็นหรือการยอมรับในพื้นที่ทางสังคม ความทุกข์บางรูปแบบดำรงอยู่อย่างเงียบงัน ตัวอย่างหนึ่งคือ ภาวะความเศร้าที่ไร้สิทธิ์ (disenfranchised grief) ซึ่งครอบคลุมความทุกข์ที่สังคมมองว่าไม่สำคัญมากพอ อาทิ การสูญเสียสัตว์เลี้ยง หรือการสิ้นสุดของความสัมพันธ์ที่สังคมไม่ยอมรับ

 

นอกจากนี้ ความรู้สึกสิ้นหวังที่ก่อตัวขึ้นจากการเผชิญกับระบบและโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมในสังคม ก็อาจนับเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของความทุกข์ที่ไม่ถูกมองเห็น ท่ามกลางยุคสมัยที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าสูญเสียอำนาจในการกำหนดชีวิตของตนเอง (loss of agency) เมื่อเสียงและพลังของตนดูไร้ความหมาย และถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่อาจต่อรองกับโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรมได้ สภาวะเช่นนี้ได้กลายเป็นความทุกข์ที่ทับซ้อนท่ามกลางโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน โดยมีวิกฤตสงครามและความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลกเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของการดำรงอยู่

 

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความรู้สึกไร้อำนาจ (sense of powerlessness) ต่อความบิดเบี้ยวและความไม่แน่นอนที่เผชิญอยู่ เมื่อประสบอย่างต่อเนื่องย่อมค่อย ๆ ก่อตัวเป็นความสิ้นหวัง อย่างไรก็ตาม ความสิ้นหวังในมิตินี้ มิได้หมายถึงการสูญสิ้นซึ่งความหวังโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นสภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลประเมินว่าสถานการณ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และตนเองหรือกลุ่มของตนไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด อนาคตก็ดูไม่ต่างจากอดีต ในบริบทเช่นนี้ ความสิ้นหวังจึงอาจถูกเข้าใจได้ว่าเป็นการตอบสนองทางอารมณ์อย่างลึกซึ้งของบุคคลต่อการตระหนักรู้ถึงความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่ในสังคม

 

แม้ภายนอก หลายคนยังคงดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปเสมือนเป็นปกติ แต่ลึกลงไปภายในจิตใจกลับอาจกำลังแบกรับความทุกข์ที่ไม่ถูกมองเห็นเอาไว้อย่างหนักอึ้ง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของเหตุการณ์ภายนอกที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในพื้นที่สาธารณะ ประสบการณ์ภายในและสภาวะทางจิตใจของผู้คนกลับกลายเป็นเสียงที่เงียบงัน ซึ่งแทบไม่มีการเอ่ยถึงหรือได้รับการรับฟังอย่างแท้จริง

 

ในหลายกรณี ความสิ้นหวังไม่ได้ปรากฏผ่านพฤติกรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น การร้องไห้คร่ำครวญหรือการระเบิดอารมณ์โกรธ หากแต่มักก่อตัวอย่างเงียบงันและซึมลึกภายในจิตใจ สะท้อนผ่านความเหนื่อยล้าและความเฉยชาทางอารมณ์  รวมถึงพฤติกรรมการหลีกหนีหรือการถอนตัว เช่น การหยุดติดตามข่าวสาร การลดบทบาทการมีส่วนร่วมทางสังคมหรือการเมือง หรือการล้มเลิกความพยายามที่เคยมี

 

การถอนตัวดังกล่าวมักไม่ได้เกิดจากความไม่ใยดี หากแต่เป็นผลจากความรู้สึกไร้อำนาจในการดำเนินชีวิตตามคุณค่าและความหมายที่บุคคลยึดถือ วิธีการเช่นนี้อาจทำหน้าที่เป็นกลไกในการปกป้องตนเองจากความเจ็บปวดและความผิดหวังที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างไรก็ตาม หากการถอนตัวดำเนินต่อเนื่องในระยะยาว ก็อาจยิ่งตอกย้ำความรู้สึกไร้อำนาจและทำให้ความสิ้นหวังดำรงอยู่ต่อไป

 

การอยู่กับความทุกข์ที่ไม่ถูกมองเห็นซึ่งเกิดจากความสิ้นหวังทางสังคมและการเมือง จึงมิใช่การทำเสมือนว่าความทุกข์นั้นไม่มีอยู่ หากแต่เป็นการใส่ใจและทำความเข้าใจความสิ้นหวังอย่างจริงจัง เมื่อความสิ้นหวังได้รับการมองเห็นอย่างตรงไปตรงมา บุคคลอาจเริ่มค้นพบคุณค่า ความหมาย หรือแม้กระทั่งเศษเสี้ยวของความหวังที่ยังคงดำรงอยู่ภายในประสบการณ์นั้น การเผชิญหน้ากับความสิ้นหวังอย่างเต็มตายังอาจทำให้โครงสร้างของความไม่เป็นธรรมที่ถูกกดทับปรากฏชัดยิ่งขึ้น แม้การตระหนักรู้เช่นนี้จะไม่ได้ขจัดความสิ้นหวังออกไป แต่ก็อาจเปลี่ยนความสิ้นหวังจากภาวะที่กดทับบุคคล ไปสู่ความเข้าใจต่อโลกและตนเองที่ลึกซึ้งขึ้น และในบางครั้งอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดพลังในการตั้งคำถามหรือการต่อกรกับความไม่เป็นธรรมเหล่านั้นอีกครั้ง

 

นอกจากนี้ การอยู่ร่วมกับความสิ้นหวังอย่างมีความหมายยังอาจเกิดขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกับผู้อื่น ไม่ว่าจะผ่านบทสนทนากับเพื่อน คนรัก คนในครอบครัว หรือผู้คนในสังคม การตระหนักว่าความรู้สึกสิ้นหวังมิได้เป็นประสบการณ์เฉพาะตัวของบุคคลหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากอาจกำลังเผชิญอยู่ในบริบททางสังคมเดียวกัน การรับรู้ถึง ความเป็นธรรมดาของความสิ้นหวังเช่นนี้อาจช่วยลดความโดดเดี่ยวทางอารมณ์ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเกื้อหนุนและเสริมพลังซึ่งกันและกัน

 

ท่ามกลางความเปราะบางและความไม่แน่นอนของโลกในปัจจุบัน การเปิดพื้นที่ให้ความสิ้นหวังได้ถูกมองเห็นและได้รับการโอบรับด้วยความเข้าใจ เป็นรากฐานสำคัญหนึ่งของการเยียวยาและการฟื้นพลังใจของบุคคล ทั้งยังอาจเป็นจุดตั้งต้นของการร่วมกันสร้างความหมายและความหวังใหม่ให้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

 

 

 


 

 

 

บทความโดย

ผศ. ดร.ชมพูนุท ศรีจันทร์นิล

อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา

 

แสดงความยินดีกับ ผศ. ดร.อภิชญา ไชยวุฒิกรณ์วานิช ที่ได้รับรางวัลผู้ทรงคุณวุฒิดีเด่นระดับวารสาร ประจำปี 2568

 

คณะจิตวิทยา ขอแสดงความยินดีกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิชญา ไชยวุฒิกรณ์วานิช อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 ของ ผู้ทรงคุณวุฒิดีเด่น ระดับวารสาร ประจำปี พ.ศ. 2568 โดย Journal of Social Sciences and Humanities Research in Asia (JSHRA)

 

 

 

แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาสำนักงานการทะเบียน

 

วันที่ 5 มีนาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาสำนักงานการทะเบียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการทะเบียน เป็นผู้รับมอบ ณ โถง อาคารจามจุรี 6 จุฬาฯ

 

 

 

 

 

กิจกรรมปลูกต้นแก้วในโครงการปลูกต้นแก้วเพื่อสังคมที่ยั่งยืน เชื่อมสัมพันธ์ไทย-เอเชียกลาง

 

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี คุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร คุณเวณิกา บวรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และตัวแทนนิสิต เข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นแก้วในโครงการปลูกต้นแก้วเพื่อสังคมที่ยั่งยืน เชื่อมสัมพันธ์ไทย-เอเชียกลาง ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยโครงการนี้ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะ Thailand’s Representative in CICA Think Tank ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการกรอบการประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาค (Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia: CICA) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งการเลือกปลูก “ต้นแก้ว” (Orange Jasmine) จํานวน 28 ต้น มีความหมายพิเศษที่สอดคล้องกับจํานวน 28 ประเทศสมาชิกของ CICA มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกที่เติบโตเคียงคู่กันบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ส่วนต้นแก้ว ในบริบทวัฒนธรรมไทยสื่อถึงความบริสุทธิ์ คุณค่า และความดีงามทางจริยธรรม เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพเชิงบวก (Positive Peace)