ข่าวและกิจกรรม

คณะจิตวิทยาต้อนรับคณะผู้แทนจากสำนักบริหารวิรัชกิจและเครือข่ายนานาชาติ พร้อมด้วยคุณครูแนะแนวจากโรงเรียนนานาชาติ

 

คณะจิตวิทยา หลักสูตรนานาชาติ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสำนักบริหารวิรัชกิจและเครือข่ายนานาชาติ พร้อมด้วยคุณครูแนะแนวจากโรงเรียนนานาชาติ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและรับฟังข้อมูลหลักสูตร เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โดยมี ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา และ ผศ.ดร.พจ ธรรมพีร ผู้อำนวยการหลักสูตรนานาชาติ (JIPP) ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ผศ.ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรแก่ผู้เข้าร่วมเยี่ยมชม

 

 

 

 

“Psyche Showcase 2026” เปิดเวทีนวัตกรรมจิตวิทยา ขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะสังคมไทย

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “Psyche Showcase 2026” ภายใต้แนวคิด “From Insight to Impact: อนาคตของสุขภาวะกับนวัตกรรมจิตวิทยาเพื่อสังคม” เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ โดยเปิดพื้นที่นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางจิตวิทยาที่มุ่งต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อยกระดับสุขภาวะของสังคมไทยอย่างยั่งยืน

 

การจัดงานในปีนี้นับเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยคณะจิตวิทยา จุฬาฯ มุ่งพัฒนาให้ Psyche Showcase เป็น “พื้นที่สร้างผลกระทบเชิงสังคม” (Social Impact Space) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางจิตวิทยาเข้ากับศาสตร์ด้านต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านสุขภาพจิตและสุขภาวะที่ซับซ้อนในปัจจุบัน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว องค์กร และสังคม

 

 

 

ภายในงานมีการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาสุขภาวะแบบองค์รวม ผ่านกรอบ Prevention – Intervention – Promotion ซึ่งสะท้อนการทำงานตั้งแต่การป้องกันปัญหา การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างทันท่วงที ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาวะในระยะยาว โดยมีเวทีเสวนา “From Insight to Impact” ถ่ายทอดตัวอย่างนวัตกรรมจากคณะจิตวิทยา จุฬาฯ อาทิ การปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ในเด็กวัยประถมศึกษา โครงการดูแลและเยียวยาจิตใจ “Here to Heal” และการใช้เทคโนโลยีแอปพลิเคชันเพื่อลดความรุนแรงในครอบครัวและโรงเรียน

 

 

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนิสิต ผ่านกิจกรรม Academic Research Showcase รวมถึงบูธจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์สุขภาวะทางจิต ศูนย์จิตวิทยาเพื่อประสิทธิภาพองค์กร ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ตลอดจนบูธแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี ทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตร Joint International Program in Psychological Science (JIPP) และหลักสูตรบัณฑิตศึกษา

 

 

 

 

อีกหนึ่งสีสันสำคัญของงานคือ Innovation Booths จากเครือข่ายพันธมิตรด้านการศึกษา เทคโนโลยี สุขภาพ และภาคธุรกิจ ได้แก่ BJH Medical, Neuro Genius Institute, Grand Marketing และกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสนับสนุนการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะ คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานในครั้งนี้ รวมถึงผู้เข้าร่วมงานทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ และภาคสังคม

 

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดหวังว่า งาน Psyche Showcase 2026 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมด้านจิตวิทยาให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน “อนาคตของสุขภาวะ” ของสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 113 ปี แห่งการสถาปนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

 

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา พร้อมด้วยคุณวีระยุทธ กุลสุวิพลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารคณะจิตวิทยา ร่วมแสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 113 ปี แห่งการสถาปนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

พิธีปัจฉิมนิเทศ ปีการศึกษา 2568

 

หลักสูตรปริญญาตรี ทั้งภาคไทยและนานาชาติ จัดงานเตรียมความพร้อมบัณฑิตสู่สังคม (ปัจฉิมนิเทศ) และแสดงความยินดีกับบัณฑิตคณะจิตวิทยา (ระดับปริญญาตรี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2568 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30 – 12.00 ณ ห้อง 401 และห้อง 407 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

 

ในงานนี้ คณบดี คณาจารย์ และศิษย์เก่า ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดีและให้โอวาทแก่ว่าที่บัณฑิตคณะจิตวิทยา นอกจากนี้ยังมีการกล่าวบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.มนต์ชัย เลิศสุทธิวงค์ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์, KBTG Labs บรรยายหัวข้อ “Becoming a Human-AI Orchestrator: จัดระเบียบความคิดระหว่างคนและ AI เมื่อความเข้าใจมนุษย์ คือจุดตัดที่สร้างมูลค่าสูงสุด” สำหรับนิสิตหลักสูตรไทย และ คุณ Tiffanee Chen, Policy Experimentation Expert ที่ United Nations Development Programme – UNDP บรรยายหัวข้อ “SDGs, People-Centered and Inclusive Development” สำหรับนิสิต JIPP

 

คณะจิตวิทยาขอกราบขอบพระคุณวิทยากรทั้งสองท่านอีกครั้ง ณ ที่นี้ค่ะ

 

ปิดท้ายด้วยการมอบรางวัลการนำเสนองานวิจัยที่ได้นำเสนอไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

งาน Undergraduate Psychology Research Symposium (UPRES 2026)

 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 หลักสูตรระดับปริญญาตรีคณะจิตวิทยา ทั้งหลักสูตรไทยและนานาชาติ (JIPP) จัดงานนำเสนอผลงานวิจัย (Senior Project) ของนิสิตชั้นปีที่ 4  คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ชื่องาน Undergraduate Psychology Research Symposium 2026 (UPRES 2026) ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา เวลา 9.00 – 13.30 น. ในงานนี้มีนิสิต คณาจารย์ นักจิตวิทยา และผู้ที่สนใจงานวิจัยทางจิตวิทยาเข้าร่วมรับชมรับฟัง และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับงานวิจัยกันอย่างคึกคัก

 

 

 

ภาพบรรยากาศ

 

Global networking with TOP100 universities ปี 2026 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย

 

วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569 คณะจิตวิทยา โดย ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดี ได้เข้าร่วมโครงการยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำเครือข่ายและฮับองค์ความรู้และบุคลากรผู้นำเชิงวิชาการ บนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก (Global networking with TOP100 universities) ประจำไตรมาสที่ 3 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย

 

 

โดย วันที่ 13 พฤษภาคม คณบดีคณะจิตวิทยาได้เข้าเยี่ยมชม University of Melbourne และเข้าร่วมประชุมหารือระหว่างผู้บริหารของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในอนาคตและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ อีกทั้งได้มีโอกาสพบปะกับ Prof. Kristen Pammer, Head of Melbourne School of Psychological Sciences และได้พบกับผู้แทนจาก Melbourne School of Population & Global Health หลังจากนั้นได้เข้ารับฟังบรรยายและเยี่ยมชม Canva campus

 

 

 

ต่อมา วันที่ 14 พฤษภาคม ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ได้เข้าร่วมประชุมหารือระหว่างผู้บริหารของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในอนาคตและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และได้พบกับ Prof. Dragan Ilic เพื่อหารือถึงโอกาสความร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันในอนาคต

 

 

 

ในวันที่ 15 พฤษภาคม ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ ได้ร่วมเดินทางเยือน The University of Queensland (UQ) และพบกับนิสิตหลักสูตร JIPP ของคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ที่กำลังศึกษาอยู่ ณ UQ เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ การปรับตัว และประสบการณ์ด้านการศึกษา โดยมี Prof. Jolanda Jetten, Head of the School of Psychology, Assoc. Prof. Philip Grove, Director of JIPP, Miss Donna Guest, International Development Manager และ Prof. Nancy Pachana, Professor of Clinical Geropsychology, School of Psychology, UQ เข้าร่วมการหารือ นอกจากนี้ ท่านอธิการ และคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย ฯพณฯ อาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศออสเตรเลีย และคุณเจียรนัย รัตนวราหะ กงสุลกิตติมศักดิ์ประจำนครบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ เข้าร่วมในการพบปะครั้งดังกล่าวด้วย

 

 

Situationships: สถานะ….ไม่มีสถานะ

 

ความสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือ Close Relationships เป็นหนึ่งในประเด็นทางจิตวิทยาสังคมที่ได้รับความสนใจในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจพลวัตระหว่างบุคคลที่มีความผูกพันและความใกล้ชิดกัน ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ครอบคลุมทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกที่ได้รับความนิยมในการศึกษาค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิต สุขภาวะทางจิตใจ และการใช้ชีวิตของบุคคลในหลาย ๆ ด้าน

 

ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกระหว่างคน 2 คน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบแฟน คู่แต่งงาน หรือ Life Partner สามารถอธิบายผ่านแนวคิด Sternberg’s Triangular Theory of Love ของ Robert Sternberg ซึ่งเสนอว่า ความรักประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ Intimacy, Passion และ Commitment โดยความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากระดับขององค์ประกอบทั้งสามนี้ไม่เท่ากัน โมเดลนี้มีความสำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่า ความรักไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ “มีหรือไม่มี” แต่เป็นการผสมกันขององค์ประกอบหลายด้าน และองค์ประกอบเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามช่วงเวลาของความสัมพันธ์ (Sternberg, 1986)

 

องค์ประกอบแรกคือ Intimacy หรือความใกล้ชิดทางใจ หมายถึงความรู้สึกอบอุ่น ความไว้ใจ และความรู้สึกเชื่อมโยงกันทางอารมณ์ เช่น ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเข้าใจเรา สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง หรืออยู่ด้วยแล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้ องค์ประกอบที่สองคือ Passion ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูด ความตื่นเต้น และความต้องการใกล้ชิดทางกาย เช่น ความรู้สึกใจเต้นเมื่อได้เจอ คิดถึงอีกฝ่ายตลอดเวลา หรืออยากใช้เวลาอยู่ใกล้ ๆ กัน ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายคือ Commitment หรือการตัดสินใจที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้ในระยะยาว เป็นมากกว่าความรู้สึกชั่วขณะ แต่รวมถึงความตั้งใจที่จะอยู่เคียงข้างกันและผ่านปัญหาไปด้วยกัน

 

เมื่อองค์ประกอบทั้งสามมีระดับแตกต่างกัน ก็จะเกิดรูปแบบความรักที่แตกต่างกันตามมา เช่น Consummate Love ซึ่งประกอบด้วย Intimacy, Passion และ Commitment ในระดับสูงทั้งหมด ถือเป็นความรักที่มีทั้งความใกล้ชิด ความตื่นเต้น และความผูกพันระยะยาวครบถ้วน ขณะที่ Infatuation เป็นความรักที่มี Passion สูง แต่ Intimacy และ Commitment ต่ำ มักพบในลักษณะของรักแรกพบหรือการแอบชอบ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน แม้ทั้งสองฝ่ายอาจยังไม่ได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบของความสัมพันธ์ใกล้ชิดในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก หนึ่งในรูปแบบความสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง คือ Situationship ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีความเชื่อมโยงเชิงโรแมนติกระหว่างคนสองคน มีการใช้เวลาร่วมกัน ความใกล้ชิดทางกาย หรืออาจรวมถึงความสัมพันธ์ทางเพศ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับไม่มีความชัดเจน ไม่มีการนิยามสถานะ และไม่มี Commitment ต่อกันอย่างชัดเจน (Langlais et al., 2024)

 

การศึกษาวิจัยของ Langlais และคณะ (2024) พบว่า Situationships มีลักษณะหลายอย่างคล้ายกับความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาร่วมกัน การพูดคุยผ่านโทรศัพท์หรือ Social Media รวมถึงการแสดงความใกล้ชิดทางกาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างสำคัญคือ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้มักหลีกเลี่ยงการนิยามความ Exclusivity หรือการแสดงสถานะความสัมพันธ์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Situationships จบลง มักเกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งต้องการความสัมพันธ์ที่จริงจังและชัดเจนมากขึ้น แต่อีกฝ่ายไม่ต้องการ Commitment ในระดับเดียวกัน

 

หากอธิบายผ่านกรอบ Sternberg’s Triangular Theory of Love ของ Robert Sternberg จะพบว่า Situationships มักประกอบด้วย Intimacy และ Passion แต่ขาด Commitment ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบ Romantic Love ตามแนวคิดของ Sternberg อย่างไรก็ตาม Sternberg (1986) เสนอว่า ความรักลักษณะนี้มักเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดย Passion จะค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ Commitment จะเพิ่มขึ้น แต่ใน Situationships ความสัมพันธ์อาจหยุดอยู่เพียงแค่ระดับ Romantic Love และไม่พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่มี Commitment มากขึ้น โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Commitment ไม่พัฒนาคือ การหลีกเลี่ยงการกำหนดสถานะหรือความ Exclusivity ของความสัมพันธ์นั่นเอง

 

หลายคนอาจมองว่า Situationships เป็นความสัมพันธ์ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าความสัมพันธ์แบบ Traditional ที่มีการผูกมัดหรือให้สถานะกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางจิตวิทยา มนุษย์ยังคงมีความต้องการพื้นฐานในการรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์และมีความผูกพันกับผู้อื่น ดังนั้น แม้ Situationships จะดูเป็นความสัมพันธ์ที่ “ไม่ผูกมัด” แต่ก็ยังสามารถส่งผลทางอารมณ์ต่อบุคคลได้ไม่น้อย งานวิจัยของ Anderson และ Phillips (2026) พบว่า หลายคนอธิบายประสบการณ์ใน Situationships ว่าสร้างความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นรู้สึกเหมือน “จิตใจถูกบดขยี้” (Soul-crushing) แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับรู้สึกว่าความทุกข์ของตนไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เพราะ Situationships มักไม่ถูกมองว่าเป็น “ความสัมพันธ์จริงจัง” ในสายตาของสังคม นอกจากนี้ แม้ Situationships จะกลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปมากขึ้น แต่ผู้เข้าร่วมการวิจัยจำนวนมากยังมองว่าความสัมพันธ์แบบนี้สร้างความท้าทายทางจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ให้ชัดเจนหรือจริงจังมากขึ้น อีกทั้งประสบการณ์ดังกล่าวยังอาจส่งผลต่อความสามารถในการไว้วางใจผู้อื่นและการสร้าง Commitment ในความสัมพันธ์ครั้งต่อไปได้อีกด้วย

 

ท้ายที่สุดแล้ว Situationships อาจไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่ “ผิด” หรือ “ถูก” สำหรับทุกคน เพราะบางคนอาจพึงพอใจกับความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องมีสถานะหรือข้อผูกมัดที่ชัดเจน ขณะที่บางคนอาจต้องการความมั่นคงและความชัดเจนมากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงการมีหรือไม่มีชื่อเรียกของความสัมพันธ์ แต่คือการที่คนทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจและความคาดหวังต่อกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะในหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวด อาจไม่ใช่การไม่มีสถานะ แต่คือการที่ความสัมพันธ์นั้น “มีความรู้สึก” แต่กลับไม่มีความชัดเจนมากพอให้ยืนอยู่ในชีวิตของกันและกันได้อย่างมั่นคง

 

 

รายการอ้างอิง

 

Anderson, S., & Phillips, M. J. (2026). All the Feels, None of the Labels: Young Adults’ Experiences of Situationships. Societies, 16(2), 42.

 

Langlais, M. R., Podberesky, A., Toohey, L., & Lee, C. T. (2024). Defining and describing situationships: An exploratory investigation. Sexuality & Culture, 28(4), 1831-1857.

 

Sternberg, R. J. (1986). A triangular theory of love. Psychological review, 93(2), 119-135.

 

 

 


 

 

บทความโดย

อาจารย์ ดร.ปิยกฤตา เครือหิรัญ

ประธานแขนงจิตวิทยาสังคม

 

การปรับตัว – Adjustment

 

การปรับตัวเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต เนื่องจากบุคคลต้องประสบกับเหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ทำให้บุคคลต้องปรับและพัฒนาตนเองให้อยู่กับสภาพนั้น ๆ ได้อย่างกลมกลืน

 

การปรับตัว หมายถึง กระบวนการทางจิตใจที่บุคคลต้องเผชิญ และเปิดรับประสบการณ์เกี่ยวกับความต้องการ ความกดดัน ความท้าทายและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งจากตนเองและสิ่งแวดล้อม และสามารถนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาผสมผสานในโครงสร้างของตนได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งสามารถเปลี่ยนแปลงตนให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยที่ตนเองรู้สึกมีความสุขทั้งกายและจิตใจ และสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างราบรื่น

 

 

 

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการปรับตัว


การปรับตัวเป็นไปตามแรงผลักดัน 2 ประการ ได้แก่

 

1. แรงผลักดันภายนอก

หมายถึง ข้อเรียกร้องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมและสังคม ซึ่งเกิดจากการการที่มนุษย์ต้องอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม และการที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน และต้องผูกพันกับผู้อื่น ดังนั้น คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคม ซึ่งความต้องการหรือข้อเรียกร้องจากสังคมเป็นแรงผลักดันที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อบุคคลและต่อวิธีการในการปรับตัวของผู้นั้นเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้อง ซึ่งอาจเป็นการปรับตัวที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้

 

2. แรงผลักดันภายใน

หรือแรงกระตุ้นที่เกิดจากสภาพทางสรีระภายในร่างกาย และจากประสบการณ์ทางสังคมที่ได้เรียนรู้ในอดีต เป็นความต้องการภายในของแต่ละบุคคลเอง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพทางสรีระของบุคคล ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ และความอบอุ่นเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขสบาย และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากสภาวะทางจิต ซึ่งเป็นผลของการเรียนรู้จากประสบการณ์ทางสังคมในชีวิตที่ผ่านมา

 

การที่บุคคลต้องเผชิญกับแรงผลักดันทั้งภายนอกและภายในนั้น ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกทั้งทางบวกและทางลบ หากเป็นความรู้สึกทางบวกบุคคลก็ไม่จำเป็นต้องปรับตัว หากเป็นความรู้สึกทางลบ บุคคลต้องปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ นั่นก็คือการปรับตัว
แรงผลักดันที่ก่อให้เกิดสภาวะทางจิตใจอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

 

  1. ความคับข้องใจ หมายถึง สภาพของจิตใจหรือความรู้สึกที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความปรารถนาของบุคคลถูกขัดขวาง ไม่อาจบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้
  2. ความขัดแย้งในใจ หมายถึง สภาวการณ์ที่บุคคลเกิดความขัดแย้งในใจตนเอง เกิดเป็นความลำบากใจ หนักใจ หรืออึดอัดใจในการตกลงใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  3. ความกดดัน หมายถึง สภาพการณ์บางประการที่ผลักดันหรือเรียกร้อง บังคับให้บุคคลจำต้องกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความกดดันนี้เกิดขึ้นได้จากทั้งตนเอง (ความมุ่งหวังและอุดมคติของบุคคลนั้นที่สูงเกินไป) และเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม (เช่น ครอบครัว บุคคลรอบข้าง การแข่งขัน ความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงของสังคม)

 

 

ในเหตุการณ์เดียวกัน อาจทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกทางลบในระดับที่ต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันของบุคคล ซึ่งนอกจากการประเมินสภาวการณ์แล้ว บุคคลยังมีการประเมินขั้นที่ 2 คือประเมินว่าตนเองจะสามารถจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง เป็นการประเมินความสามารถของตนเอง และแหล่งทรัพยากรที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งการช่วยเหลือทางกายภาพ การช่วยเหลือทางสังคม และแหล่งช่วยเหลือทางจิตใจ

 

หลังจากการประเมินดังกล่าว บุคคลจะพยายามหาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะใช้ในการเผชิญปัญหาหรือลงมือดำเนินการจัดการกับความเครียดหรือปัญหานั้นตามที่ได้เลือกไว้

 

 

จะเห็นได้ว่าการปรับตัวเป็นกิจกรรมสำคัญของชีวิตที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และเกิดขึ้นพร้อมกับการเผชิญปัญหา ถ้าบุคคลใช้วิธีการเผชิญปัญหาที่มีประสิทธิภาพ บุคคลนั้นก็จะปรับตัวได้ แต่ถ้าบุคคลใช้วิธีการเผชิญปัญหาที่ไม่มีประสิทธิภาพ บุคคลนั้นก็จะปรับตัวไม่ได้เช่นกัน

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

เปรมพร มั่นเสมอ. (2545). การปรับตัว กลวิธีการเผชิญปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2002.228

 

ขอเชิญทุกท่านร่วมเสนอชื่อศิษย์เก่า เพื่อเข้ารับรางวัล “ศิษย์เก่าดีเด่น” คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ประจำปี 2569

 

ขอเชิญทุกท่านร่วมเสนอชื่อศิษย์เก่าเพื่อเข้ารับการพิจารณาเป็น

 

“ศิษย์เก่าดีเด่น คณะจิตวิทยา” ประจำปี 2569


 

 

คุณสมบัติหลักของผู้รับรางวัล

 

  1. เป็นศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. เป็นผู้ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และเป็นบุคคลที่หน่วยงาน สถาบัน สมาชิกของสถาบันให้การยอมรับ
  3. เป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ หรือสนับสนุนการทำงานทางด้านวิชาชีพจิตวิทยา แก่มหาวิทยาลัย คณะ หรือวิชาชีพ ตลอดจนสมาคมศิษย์เก่า อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเป็นรูปธรรม
  4. เป็นผู้ไม่เคยได้รับคัดเลือกเป็นศิษย์เก่าดีเด่นมาก่อน
  5. ไม่เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการคัดเลือก

 

 

บุคคลและส่วนงานที่มีสิทธิเสนอชื่อ

 

  1. ศิษย์เก่าทุกระดับ ในส่วนบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทตั้งแต่รหัส 2539 เป็นต้นไป) (ปริญญาเอกตั้งแต่รหัส 2543 เป็นต้นไป) และขอสงวนสิทธิการเสนอชื่อตนเอง
  2. องค์กรหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีศิษย์เก่าปฏิบัติงานหรือเคยปฏิบัติงาน
  3. สมาคมวิชาชีพทางจิตวิทยา

 

 

รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

 

  1. นักจิตวิทยา หรือผู้ปฏิบัติการทางจิตวิทยา
    เป็นผู้มีผลงานด้านจิตวิทยาหรือการส่งเสริมสุขภาพจิตเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในสังคม มีการทำคุณประโยชน์ หรือสนับสนุนการทำงานทางด้านวิชาชีพ แก่มหาวิทยาลัย คณะ หรือวิชาชีพ ตลอดจนสมาคมศิษย์เก่า อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเป็นบุคคลที่หน่วยงาน สถาบัน สมาชิกของสถาบัน ให้การยอมรับ
  2. นักวิชาการ นักวิจัย
    เป็นผู้มีผลงานวิชาการดีเด่น เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และได้เผยแพร่ถ่ายทอดอันเป็นผลงานวิจัยและวิชาการสู่สาธารณะ เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป ทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ
  3. ผู้บริหาร ภาครัฐ/ภาคเอกชน/สถาบันการศึกษา
    เป็นผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร ที่ถูกเสนอชื่อเป็นผู้บริหารอยู่ในโครงสร้างนั้น และระบุด้วยว่าอยู่ในตำแหน่งใดของโครงสร้างองค์กร และต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในเชิงบริหารในองค์กรที่ประสบความสำเร็จ เป็นผู้มีธรรมาภิบาล มีผลงานดีเด่นในการบริหารเป็นที่ยอมรับ ได้รับการยกย่อง เป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคคลทั่วไป
  4. ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมประเภทอื่น ๆ
    เป็นผู้มีผลงานดีเด่น ทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยอุทิศตนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำคุณประโยชน์ต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต จนประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไปในชุมชนหรือสังคมอย่างกว้างขวาง

 

 

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับประกาศนียบัตรและโล่รางวัล ในงานวันสถาปนาคณะ ประจำปี 2569

 

 

 


 

แบบฟอร์มการเสนอชื่อ

 

กรุณาส่งแบบฟอร์มการเสนอชื่อและเอกสารข้อมูลประกอบมาที่ Sangdern.C@chula.ac.th

 

เสนอชื่อภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569

 


 

 

สอบถามเพิ่มเติมติิดต่อ ฝ่ายกิจการนิสิต
คุณโต้ง แสงเดือน โทร 02-218-1170 อีเมล sangdern.c@chula.ac.th

 

 

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการทางจิตวิทยา หัวข้อ จิตวิทยาการจัดการเวลา (Time Management)

 

โครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ “จิตวิทยาการจัดการเวลา (Time Management)”

 

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ทางจิตวิทยา หัวข้อ จิตวิทยาการจัดการเวลา (Time Management) ในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 

 

 

 

ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยภาระหน้าที่และความคาดหวังที่หลากหลาย การบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจึงมิได้เป็นเพียงทักษะเสริม แต่กลายเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและประสบความสำเร็จ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการทางจิตวิทยา หัวข้อ “จิตวิทยาการจัดการเวลา” จึงถูกออกแบบมาบนหลักการที่ตระหนักถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างการบริหารเวลาและสภาวะทางจิตใจ โดยมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะที่ยั่งยืนในการจัดการเวลาอย่างชาญฉลาด การจัดการเวลาจึงมิใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน หากแต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทชีวิตและรูปแบบการทำงานของแต่ละคน การอบรมจึงมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในความหลากหลายของวิธีการจัดการเวลา และส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถค้นพบและพัฒนาแนวทางการจัดการเวลาที่เป็นเอกลักษณ์และเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ควบคู่ไปกับการให้ความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยา โครงการยังให้ความสำคัญกับการฝึกฝนทักษะและเทคนิคที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวันและในการทำงาน เพื่อให้การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่สามารถต่อยอดเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการทางจิตวิทยา หัวข้อ จิตวิทยาการจัดการเวลา (Time Management) จึงเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเวลาในมิติทางจิตวิทยา กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมการใช้เวลาไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อผู้เข้ารับการอบรมมีความเข้าใจในกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการจัดการเวลา และสามารถนำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเพิ่มผลผลิตหรือประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การลดความเครียด การเพิ่มความพึงพอใจในชีวิต และการมีสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตและความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต

 

 

วิธีการฝึกอบรม
  • การบรรยาย ระยะเวลา 3 ชั่วโมง เวลา 9.00 – 12.00 น.
    วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569
  • ณ ห้อง 401 ชั้น 4 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

อัตราค่าลงทะเบียน
  • บุคคลทั่วไป   1,500 บาท

 

ท่านที่เข้ารับการอบรมจะได้รับเกียรติบัตร Certificate of Attendance

 

 

เงื่อนไขการลงทะเบียน
  1. กรุณาชำระค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงานก่อนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน
    หากลิงค์รับสมัครยังคง activate ท่านสามารถดำเนินการสมัครและชำระค่าลงทะเบียนได้เลย
  2. การส่งแบบฟอร์มลงทะเบียน จะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าลงทะเบียนมาด้วย จึงจะถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์
  3. เมื่อผู้จัดงานได้ตรวจสอบการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งยืนยันการลงทะเบียนให้ทราบภายใน 3 วันทำการ
  4. บุคลากรของรัฐและหน่วยงานราชการที่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้ว สามารถเบิกค่าลงทะเบียนได้ตามระเบียบของทางราชการ
  5. ใบเสร็จรับเงินจะจัดส่งให้ทางอีเมลที่ท่านระบุในฟอร์มการรับสมัคร
  6. เมื่อชำระเงินค่าลงทะเบียนแล้ว จะไม่สามารถขอรับเงินคืนได้ทุกกรณี

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาทินี สนลอย โทร. 02-218-1307 หรือ email: Wathinee.s@chula.ac.th

Line OA: https://lin.ee/ZepebrQ

 

 

 


การเดินทางมายังคณะจิตวิทยา

 

อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ
ขนส่งสาธารณะ
BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 2 แล้วเดินตรงเข้ามาทางประตูสนามนิมิบุตร ประมาณ 300 เมตร
รถเมล์ ป้ายสนามกีฬาแห่งชาติ / มาบุญครอง / โอสถศาลา

 

ที่จอดรถ
อาคารจอดรถ 4 ติดกับอาคารจุฬาพัฒน์ 14
ที่จอดรถข้าง สนามเทพหัสดิน