ข่าวและกิจกรรม

Aggression – ความก้าวร้าว

 

ความก้าวร้าว หมายถึง “พฤติกรรม” ที่มี “เจตนา” ในการทำร้ายหรือทำลายผู้อื่นด้วยวิธีการต่าง ๆ
ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือทางจิตใจ

 

 

 

ความก้าวร้าวโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นเกิดจากสัญชาตญาณและเกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม โดยที่

 

  1. สัญชาตญาณความก้าวร้าวเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากร การจับคู่ การป้องกันอาณาเขต มีปัจจัยทางชีวภาพหลายประการที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ยีนส์ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน โครงสร้างของสมองและสารสื่อประสาทในสมอง ระดับน้ำตาลในเลือด
  2. การเรียนรู้ทางสังคม ได้แก่ สภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการเห็นตัวแบบในสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างบรรทัดฐานให้กับบุคคล ทำให้เกิดความชินชาต่อความรุนแรง หรือเป็นส่วนเสริมแรงเมื่อเห็นว่าความก้าวร้าวสามารถนำมาซึ่งสิ่งที่ต้องการได้

 

ทั้งสองส่วนนี้ได้สร้างแนวโน้มความก้าวร้าวที่แตกต่างไปในแต่ละบุคคล ทั้งรูปแบบ วิธีการ และระดับความรุนแรง และบุคคลจะตอบสนองด้วยความก้าวร้าวเมื่อได้รับสิ่งเร้า หรือสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดความคับข้องใจ หรือขัดขวางการบรรลุเป้าหมายของบุคคล

 

 

องค์ประกอบของความก้าวร้าว


 

Bryant และ Smith (2001) ได้นำมาตรวัดความก้าวร้าวของ Buss และ Perry (1992) มาวิเคราะห์โครงสร้างและแบ่งองค์ประกอบของความก้าวร้าวได้ 4 องค์ประกอบ ได้แก่

 

1 องค์ประกอบด้านพฤติกรรม
  • ความก้าวร้าวทางร่างกาย (physical aggression) หมายถึง การทำพฤติกรรมที่สามารถส่งผลให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายอย่างฉับพลัน อาจมีการใช้อวัยวะทางร่างกายหรือใช้อาวุธในการทำร้ายบุคคลอื่น
  • ความก้าวร้าวทางวาจา (verbal aggression) หมายถึง การใช้คำพูดโดยมีเจตนาที่จะให้บุคคลอื่นได้รับความเจ็บปวดทางจิตใจ
2. องค์ประกอบด้านอารมณ์

คือ ความโกรธ (anger) หมายถึง อารมณ์ที่ตอบสนองต่อภัยคุกคาม ความรำคาญ การโจมตี ความไม่เป็นธรรม และความผิดหวัง ความโกรธจัดเป็นการกระตุ้นเร้าทางร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมกำหรับการแสดงความก้าวร้าว

3. องค์ประกอบด้านปัญญา

คือ ความเป็นศัตรู (hostility) หมายถึง พฤติกรรมก้าวร้าวที่แสดงออกเนื่องจากมีความไม่ไว้ใจหรือหวาดระแวงว่าบุคคลอื่นจะคิดไม่ดีหรือทำไม่ดีกับตน

 

จากการศึกษา นักจิตวิทยาพบว่าความก้าวร้าวทางกายและทางวาจามีความสัมพันธ์กันสูง เพราะเป็นการแสดงถึงพฤติกรรมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำร้ายอยู่อื่น ส่วนความโกรธคือตัวเชื่อมระหว่างตัวแปรทั้งสาม โดยความโกรธเป็นตัวแปรทำนายความก้าวร้าวที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ความโกรธเป็นสภาวะที่สามารถลดลงได้เมื่อเวลาผ่านไป เหลือเพียงความคิดเชิงลบเข้ามาแทนที่ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความโกรธและความเป็นศัตรู

 

 

ประเภทของความก้าวร้าว


 

เนื่องจากความก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมที่นักจิตวิทยาสนใจศึกษากันมาก จึงมีการศึกษาความก้าวร้าวในลักษณะต่าง ๆ มากมาย ทำให้เกิดการแบ่งประเภทของความก้าวร้าวได้หลายประเภท

 

แบ่งตามเจตนาหรือลักษณะของแรงจูงใจในการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าว 

 

Raine et al, 2006 แบ่งความก้าวร้าวออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

 

  1. ความก้าวร้าวแบบโต้กลับ (reactive aggression)
    เป็นความก้าวร้าวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นปรปักษ์ ความหุนหันพลันแล่น ความโกรธ มีลักษณะของการตอบสนองกลับทันทีเมื่อเป้าหมายที่ต้องการถูกขัดขวาง หรือเมื่อเกิดความรู้สึกผิด มีความรู้สึกไวต่ออารมณ์ทางลบ และเกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเองต่ำ ความก้าวร้าวชนิดนี้ต้องอาศัยสถานการณ์ภายนอกเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าว โดยมีแนวโน้มตอบสนองต่อสถานการณ์กำกวมว่าเป็นเหตุการณ์ที่เข้ามาคุกคามตนเอง และมีแนวโน้มตีความสถานการณ์ไปในเชิงลบ ความก้าวร้าวแบบโต้กลับเกิดขึ้นเพื่อการป้องกันตนเองเป็นหลัก บางครั้งถูกเรียกว่าความก้าวร้าวแบบปรปักษ์ (hostile aggression)
  2. ความก้าวร้าวแบบเชิงรุก (proactive aggression)
    คือการที่บุคคลใช้ความก้าวร้าวเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอื่น หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลหรือสิ่งที่ตนเองต้องการ เช่น เงินทอง การมีอำนาจเหนือ หรือการควบคุมบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มีลักษณะของการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าสิ่งที่ตนสนใจมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่น ๆ และการกระทำความก้าวร้าวของตนเป็นอันตรายไม่มากเท่าความจริง นอกจากนี้ยังมีลักษณะของการโจมตีหรือรุกรานบุคคลอื่นก่อน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีสถานการณ์ภายนอกมากระตุ้นให้เกิดความโกรธหรือความเป็นปรปักษ์ ความก้าวร้าวแบบเชิงรุกเกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการมีตัวแบบ บุคคลเก็บจำพฤติกรรมความก้าวร้าวของตัวแบบที่ได้รับผลลัพธ์ที่ดี และดึงพฤติกรรมตามตัวแบบมาใช้โดยหวังจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีตามที่เคยเรียนรู้มา ความก้าวร้าวชนิดนี้มีความหมายใกล้เคียงกับความก้าวร้าวแบบใช้เป็นเครื่องมือ (instrumental aggression) ซึ่งหมายถึงความก้าวร้าวเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์บางประการมากกว่าการมีเจตนาทำร้ายบุคคลเป้าหมาย

 

ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างความก้าวร้าวแบบเชิงรุกและแบบโต้กลับคือ บุคคลที่มีความก้าวร้าวแบบโต้กลับจะรับรู้ว่าการกระทำความก้าวร้าวต่อบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่มีความก้าวร้าวแบบเชิงรุกจะไม่รับรู้ถึงความถูกต้องหรือศีลธรรมใด ๆ มากนัก นอกจากนี้ ความก้าวร้าวแบบโต้กลับขับเคลื่อนด้วยความกลัวและการป้องกันตนเอง ส่วนความก้าวร้าวแบบเชิงรุกมีพื้นฐานการขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกโกรธแล้วจึงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวบางอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์บางประการที่ตนเองต้องการ

 

 

แบ่งตามรูปแบบหรือวิธีการแสดงความก้าวร้าว

 

Cairns และ Cairns (2005) แบ่งความก้าวร้าวออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

 

ทางตรง ทางอ้อม
1. ด้านร่างกาย การทุบตี ชกต่อย การทำร้ายสิ่งของ
2. ด้านวาจา การด่า การต่อว่า การนินทาลับหลัง
3. ด้านที่ไม่ใช่วาจา การมองด้วยหางตา การใช้สายตาล้อเลียนลับหลัง
4. ด้านการกระทำระหว่างบุคคล ให้เพื่อนต่อต้านและไม่รับเข้ากลุ่ม กีดกันไม่ให้เข้าร่วมกลุ่ม
5. ด้านที่ไม่ได้แสดงออก ทำเป็นเพิกเฉย ไม่เปิดเผยความลับหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวบุคคล

 

 

นอกจากนี้ Archer และ Coyne (2005) ยังกล่าวถึงความก้าวร้าวเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ (relational aggression) คือการแสดงออกถึงความก้าวร้าวเพื่อทำลายความสัมพันธ์หรือความรู้สึก เช่นการต่อว่า การเมินเฉย และความก้าวร้าวทางสังคม (social aggression) คือการแสดงออกถึงความก้าวร้าวที่มีเจตนาทำลายความภาคภูมิใจในตนหรือสถานภาพทางสังคมของผู้อื่น เช่น การแสดงความรังเกียจ การล้อเลียน

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างการแสวงหาการสัมผัส ความก้าวร้าวและความปรารถนาในการใช้สื่อที่รุนแรงเพื่อความบันเทิงของนัก เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย” โดย อัจฉริยา เลิศอนันต์วรกุล (2548) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6746

 

“อิทธิพลตัวแปรส่งผ่านของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผู้อื่น และอิทธิพลตัวแปรกำกับของเพศต่ออิทธิพลการสนับสนุนจากครอบครัวและสภาพการ แข่งขันทางการเรียนต่อความก้าวร้าวและการช่วยเหลือ” โดย สรียา โชติธรรม (2553) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/20706

 

“ผลของการมีความรู้สึกร่วมในการเล่นเกมออนไลน์ ต่อพฤติกรรมช่วยเหลือและความก้าวร้าว” โดย ฐิติวัสส์ ไกรนรา, เดชรัตน์ โชติปทุมวรรณ และ นันทพงศ์ ปานทิม (2559) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/57926

 

“อิทธิพลของบุคลิกภาพแบบหลงตนเองต่อความก้าวร้าว โดยมีการควบคุมตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการละเลยศีลธรรมเป็นตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรกำกับ : การเปรียบเทียบโมเดลอิทธิพลส่งผ่านที่มีอิทธิพลกำกับระหว่างผู้ต้องขังหญิงและเพศหญิงที่ไม่ใช่ผู้ต้องขัง” โดย ชนัญชิดา ทุมมานนท์ (2560) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/69643

 

“โมเดลเชิงสาเหตุของความก้าวร้าวและการศึกษาคลื่นสมองของผู้ที่กระทำผิดซ้ำและคนปกติ” โดย นฤมล อินทหมื่น (2562) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/69644

Psychological well-being – สุขภาวะทางจิต

 

สุขภาวะทางจิต หมายถึง สภาวะทางจิตใจของบุคคลอันเป็นภาวะทางจิตที่ดี มีความสุข มีความพึงพอใจในชีวิต ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการที่บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถจัดการกับความรู้สึกทั้งทางบวกและทางลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสอดคล้องกับความต้องการและการสำเร็จตามเป้าหมาย มีมุมมองสภาพแวดล้อม สถานการณ์ และประสบการณ์ในแง่ที่ดี

 

 

มีนักจิตวิทยาหลายคนที่ศึกษาเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิต และได้แบ่งองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตไว้แตกต่างกัน เช่น

 

Ryff (1989, 1995) ได้พัฒนาทฤษฎีในการวัดสุขภาวะทางจิตใน 6 มิติ ซึ่งรวมถึงสุขภาพทางจิตในทางคลินิค ทฤษฎีพัฒนาการชีวิต และทฤษฎีทางจิตวิทยา สังเคราะห์อออกมาได้ดังนี้

  1. การยอมรับในตนเอง – การพึงพอใจในตนเอง มีทัศนคติที่ดีต่อตัวเองทั้งในอดีตและปัจจุบัน มองตัวเองในทางบวก สามารถยอมรับกับตัวเองทั้งในด้านดีและด้านที่ไม่ดี
  2. การมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น – การมีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพกับบุคคลอื่น เข้าใจลักษณะการให้และรับในสัมพันธภาพของมนุษย์ มีความรักและมีมิตรภาพที่ดีแก่ผู้อื่น
  3. ความเป็นตัวของตัวเอง – ความสามารถในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ สามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับตนเองได้ ฝืนแรงกดดันทางสังคมในเรื่องการคิดหรือการกระทำได้ และประเมินตนเองตามมาตรฐานของตนเอง
  4. ความสามารถในการจัดการสภาพแวดล้อม – ความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของตนเองได้ สามารถใช้โอกาสรอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การมีเป้าหมายในชีวิต – การมีเป้าหมายในชีวิตและมีความมุ่งมั่นที่จะไปถึงเป้าหมาย รู้สึกถึงความหมายของชีวิตในปัจจุบันและชีวิตที่ผ่านมาในอดีต
  6. การมีความงอกงามในตน – ความรู้สึกว่าตนเติบโตและมีการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ตระหนักรู้ถึงศักยภาพของตนเอง และมองเห็นโอกาสแห่งการปรับปรุงพฤติกรรมของตนตลอดเวลา

 

ส่วน Dupuy (1997) ได้ระบุองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตไว้ 6 ด้าน ดังนี้

  1. ความวิตกกังวล – การไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีอาการเครียด กลัว กระวนกระวายใจ และวิตกกังวล
  2. ภาวะซึมเศร้า – ความผิดปกติทางอารมณ์ ซึ่งอาจแสดงออกทางกายด้วยเช่น การเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย
  3. สุขภาวะทางบวก – ความรู้สึกทางบวก จากความพึงพอใจในชีวิตหรือการรับรู้ความสุขในการดำเนินชีวิต
  4. การควบคุมตัวเอง – ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนได้ เพื่อเผชิญกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. ความมีชีวิตชีวา – ความรู้สึกสดชื่น เบิกบานใจ มีพลังในการทำสิ่งต่างๆ
  6. ภาวะสุขภาพทั่วไป – ภาวะความเจ็บป่วยของร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อสิตใจทำให้ไม่มีความสุข

การมีสุขภาวะทางจิตที่ดีของ Dupuy จึงหมายถึงการที่มีความพึงพอใจในชีวิต สามารถควบคุมตนเองได้ เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีความกังวลหรือความซึมเศร้าน้อย

 

 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะทางจิต


 

แบ่งเป็นปัจจัยภายในตัวบุคคลและภายนอกตัวบุคคล ดังนี้

 

  • ปัจจัยภายในตัวบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานกาพสมรส โดยการศึกษาวิจัยหลายงานพบว่า เพศหญิงมักมีสุขภาวะทางจิตต่ำกว่าเพศชาย เนื่องจากมีระดับซึมเศร้าสูงกว่า นอกจากนี้วัยผู้ใหญ่ตอนปลายเป็นวัยที่มีสุขภาวะทางจิตสูงที่สุด เนื่องจากได้ผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้การเผชิญปัญหามากกว่าบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า
  • ปัจจัยภายนอกบุคคล ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ครอบครัว การสนับสนุนทางอารมณ์ สภาพสังคม วัฒนธรรม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ที่ทำให้บุคคลรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความสุข

 

 

 


 

 

รายการอ้างอิง

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ จิตอาสา และสุขภาวะทางจิตในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต” – แพรวดาว พงศาจารุ, เรวดี พจนบรรพต, นิธิพัฒน์ กุศลสร้าง (2554) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/47188

 

“ประสบการณ์การสูงวัยอย่างประสบความสำเร็จของผู้สูงอายุไทยที่มีสุขภาวะทางจิตสูง : การวิจัยเชิงคุณภาพแบบทีมผู้วิจัยเห็นชอบร่วมกัน” โดย พิศุทธิภา เมธีกุล (2554) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21757

Need for cognition – ความต้องการทางปัญญา

 

 

 

ความต้องการทางปัญญา หมายถึง แนวโน้มที่บุคคลจะชอบและทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ต้องการที่จะจัดระบบและบูรณาการสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันอย่างมีโครงการและมีความหมาย ต้องการที่จะเข้าใจและหาเหตุผลให้กับปรากฏการณืที่ได้ประสบ โดยเมื่อบุคคลเผชิญสถานการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ จะทำให้เกิดความตึงเครียด และความเครียดนี้เองจะจูงใจให้บุคคลหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อจัดโครงสร้างความรู้และทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาสูง (High need for cognition) คือ ผู้ที่มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะสืบค้น แสวงหา คิด และตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้รับเพื่อหาเหตุผลที่จะอธิบายสิ่งเร้า ความสัมพันธ์ และเหตุการณ์ในโลก จึงมักชื่นชอบสิ่งเร้าหรืองานที่ต้องอาศัยการคิดหาเหตุผลหรือคิดแก้ปัญหา เช่น การอ่านหนังสือ การสอบรวบยอด

 

ขณะที่ ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาต่ำ (Low need for cognition) มักพึ่งพาสิ่งชี้แนะภายนอก เช่น ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีชื่อเสียง สิ่งชี้แนะอย่างง่าย หรือการเปรียบเทียบทางสังคมในการอธิบายเหตุผลหรือจัดโครงการประสบการณ์ที่ได้รับ จึงมักชื่นชอบสิ่งเร้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางปัญญา

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาต่ำมักจะถูกอิทธิพลจากสิ่งชี้แนะอย่างง่ายหรือทางสายเปลือก เช่น แหล่งที่มีความเชี่ยวชาญ ดึงดูดใจ หรือน่าไว้วางใจ ได้ง่ายกว่าผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาสูงที่จะตัดสินสิ่งต่าง ๆ โดยพิจารณาจากเนื้อหาสารและคุณภาพของข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นการทางสายแกนที่ต้องอาศัยการคิดอย่างเป็นระบบ ผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาต่ำจะไม่คิดพิจารณาสารเพิ่มจนกว่าจะมีแรงจูงใจอื่นๆ มากระตุ้นให้คิด เช่น เมื่อเรื่องนั้นมีความเกี่ยวข้องกับตน และเมื่อได้รับข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง

 

ความแตกต่างของบุคคลที่จะมีความต้องการทางปัญญาสูงหรือต่ำนั้น เกิดจากผลของการได้ใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ได้กระทำซ้ำ ๆ และสะสมมาเป็นระยะเวลายาวนานจนหล่อหลอมเป็นบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล

 

 

ความต้องการทางปัญญากับบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ (Big 5)

 

ความต้องการทางปัญญาเป็นตัวแปรทางบุคลิกภาพที่สะท้อนแนวโน้มที่จะทำและรู้สึกสนุกกับการใช้ความพยายามในกิจกรรมทางความคิด เมื่อนำโครงสร้างบุคลิกภาพความต้องการทางปัญญามาเปรียบเทียบกับบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ พบว่า มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน โดยความต้องการทางปัญญาเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพการเปิดรับประสบการณ์ (openness to experience) ในเรื่องการมีเหตุผล มีปัญญาในการคิดได้อย่างซับซ้อน มีความคิดสร้างสรรค์และเปิดกว้างต่อสิ่งต่างๆ และเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพการมีจิตสำนึก (Conscientiousness) ในเรื่องการต้องการความสำเร็จ จริงจังกับทุกเรื่อง

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“อิทธิพลของกลุ่มที่มีองค์ประกอบความเป็นกลุ่มน้อยที่สุดต่อความลำเอียง ระหว่างกลุ่มที่วัดโดยตรงและโดยนัยและการประเมินคุณภาพผลงาน ของสมาชิกกลุ่มตนและกลุ่มอื่นในผู้ที่มีความต้องการทางปัญญาสูงและต่ำ” โดย ทิพย์นภา หวนสุริยา (2547) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/65

 

“อิทธิพลของความต้องการทางปัญญา คุณภาพของสาร และความดึงดูดใจของภาพประกอบ ที่มีต่อเจตคติต่อชิ้นงานโฆษณาประชาสัมพันธ์และองค์การผู้โฆษณา” โดย ธีรินทร์ เฉลิมนนท์ (2543) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/3277

 

Self-esteem – การเห็นคุณค่าในตนเอง

การเห็นคุณค่าในตนเอง หมายถึง การรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่าจากการมองตนโดยรวม
การเห็นคุณค่าในตนเองมีความเกี่ยวข้องกับการรับรู้อัตมโนทัศน์

 

กล่าวคือ หากคนเรารับรู้ว่าตนเองมีจุดเด่นและเป็นการรับรู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็จะส่งผลให้เขารับรู้ตนเองเป็นไปในทางด้านบวก มีความรู้สึกที่ดีกับตนเอง มีความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งมีการแสดงออกอย่างเหมาะสม

 

 

 

Roger ได้กล่าวถึงความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองไว้ว่า การเห็นคุณค่าในตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินตนเองระหว่างตัวตนตามความเป็นจริงและตัวตนตามอุดมคติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บุคคลที่มีการยอมรับในตนเองได้ และสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับความเป็นจริง จะเป็นบุคคลที่มีการมองเห็นคุณค่าในตนเอง

 

ตามแนวคิดนี้ บุคคลที่มีคุณค่าในตนเองสูง (high self-esteem) จะมีความสามารถในการเผชิญกับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และสามารถยอมรับสถานการณ์ที่ทำให้ตนเองรู้สึกผิดหวังและท้อแท้ใจด้วยความหวังและความกล้าหาญ มีการประเมินตนเองในทางบวก มีความเชื่อมั่นในความสามารถจนมั่นใจได้ว่าตนเองสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จตามที่ต้องการ โดยภาพรวมแล้ว บุคคลที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองสูงจะมีความสุขและใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่มีการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ (low self-esteem) จะมองเห็นตนเองหรือมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเองในอุดมคติที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับตนเองตามความเป็นจริง อาจเกิดความเครียด ความกดดัน มีสภาพจิตใจที่หดหู่ เพราะรับรู้ว่าตนเองไม่มีค่า ไม่มีความภาคภูมิใจ ไม่กล้าแสดงออก ขาดความกระตือรือร้น ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง

 

 

นอกจากนี้ ตามแนวคิดของ Maslow ได้แบ่งการเห็นคุณค่าในตนเองออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเกี่ยวข้องกับความรู้สึกรับรู้ในคุณค่าของตนเอง การยอมรับนับถือและการประเมินคุณค่าของตนเอง อันได้แก่ การมีจุดเด่น ผลสัมฤทธิ์ ความสามารถที่เหมาะสมต่อสภาพการณ์ต่างๆ การบรรลุเป้าหมายและความสามารถ ความเชื่อมั่น การพึ่งพาตนเอง และความมีอิสระเสรี ส่วนประเภทที่สองเกี่ยวข้องกับการตัดสินว่ามีคุณค่าจากผู้อื่น เช่น การมีชื่อเสียง การได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจ เกียรติยศ สถานภาพ การมีอำนาจเหนือผู้อื่น มีความสำคัญ ศักดิ์ศรี เป็นที่ชื่นชมของผู้อื่น เป็นต้น

 

สอดคล้องกับแนวคิดการเห็นคุณค่าในตนเองของ Coopersmith ที่ได้แบ่งองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองออกเป็นองค์ประกอบภายในและองค์ประกอบภายนอก โดยองค์ประกอบภายในตนเอง หมายถึง ลักษณะเฉพาะของบุคคลแต่ละคนที่ส่งผลให้บุคคลมีการเห็นคุณค่าในตนเอง ตั้งแต่ลักษณะทางกายภาพ ความสามารถ ค่านิยม ตลอดจนสุขภาวะทางจิต ส่วนองค์ประกอบภายนอกตนเอง หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ทั้งครอบครัว บุคคลในโรงเรียน ที่ทำงาน รวมถึงสังคมและวัฒนธรรมที่อาศัยอยู่

 

จากความหมายและองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าในตนเองที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าการเห็นคุณค่าในตนเองของบุคคลนั้นสามารถพัฒนาโดยเริ่มจากตนเอง ต่อมาที่ครอบครัว กลุ่มเพื่อน และสังคมตามลำดับ ซึ่งจากสิ่งที่สังคมให้คุณค่านั้นก็สามารถมีอิทธิพลย้อนกลับไปที่การเห็นคุณค่าในตนเองของบุคคลได้ และถ้าหากบุคคลมีการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำก็จะมีผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาขึ้นตามมาในขั้นต่อไปได้ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านบุคลิกภาพ และอาจก่อให้บุคคลเกิดความเครียดหรือความวิตกกังวลได้ รวมทั้งมีปัญหาในสังคมที่ตนเองอยู่ด้วย ดังนั้น ผู้ที่เห็นคุณค่าในตนเองต่ำจึงควรสร้างเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองให้มากขึ้น

 

 

โดย Greenberg & Gold (1994) ได้เสนอแนะวิธีการต่างๆ ไว้ดังนี้

 

  1. เรียนรู้ที่จะยอมรับและมั่นใจในความสามารถของตนเองที่มี พยายามชื่นชมตนเองและรู้จักเห็นคุณค่าในตนเอง
  2. บอกกับตนเองในสิ่งที่ดีๆ ในทางสร้างสรรค์ เช่น ฉันมีความสามารถ ฉันทำงานชิ้นนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
  3. หาสิ่งที่ตนเองทำได้ดี อาจเป็นงานอดิเรกต่างๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีและมีความสุข ซึ่งช่วยให้บุคคลมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นและกล้าที่จะทดลองกระทำสิ่งใหม่ๆ ต่อไป
  4. ใช้คำแทนตัวเองว่า “ฉัน” เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตนเอง ไม่กลัวการวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลอื่นและยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับตน
  5. มีแรงสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนที่ไว้วางใจและพูดคุยได้อย่างเปิดเผย กลุ่มเพื่อนที่ดีมักจะไม่สร้างความกดดันหรือล้อเลียนให้บุคคลขาดความมั่นใจ แต่จะพยายามช่วยสร้างความรู้สึกดีที่และเพิ่มความมั่นใจให้แก่บุคคล
  6. ต้านทานแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อน พยายามตัดสินใจด้วยตัวเอง ออกความคิดเห็นให้มากขึ้นถูกชักจูงให้น้อยลง
  7. กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความซื่อตรง กระทำในสิ่งที่สอดคล้องกับค่านิยมและความปรารถนาของตนเอง
  8.  มีความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่น เพราะการเห็นคุณค่าของบุคคลอื่นเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ชื่นชมและเห็นคุณค่าในตนเอง

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพแบบวิตกกังวล การมองโลกในแง่ดี และการเห็นคุณค่าของตนเองของนิสิตมหาวิทยาลัย” โดย ทรงเกียรติ ล้นหลาม (2550) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/35446

 

“ประสบการณ์การเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาที่มีภาพถ่ายที่น่าดึงดูดใจทางเพศผ่านเฟซบุ๊ค” โดย พันธิตรา คูวัฒนสุชาติ (2557) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/44514

 

ขอบคุณภาพจาก https://www.pexels.com/photo/nature-sky-sunset-man-6550/

Machiavellianism – บุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียน

 

 

นิโคโล แมคคิเวลลี (Niccolò Machiavelli) นักการทูตชาวอิตาเลียน (ค.ศ. 1469 – 1527 : ยุคเรอเนซองส์) ที่ได้สังเกตพฤติกรรมพฤติกรรมและอำนาจของเขาเองขณะที่ดำรงตำแหน่งในฐานะนักการทูต และเขียนออกมาเป็นหนังสือเพื่อแนะนำเทคนิคที่บุคคลสามารถนำไปใช้จัดกระทำกับผู้อื่นตามความต้องการของตน หนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว แม้จะได้รับการโจมตีอย่างหนักถึงเรื่องศีลธรรมความดีงาม แต่ชื่อเสียงของเขาก็ทำให้นามสกุล “แมคคิเวลลี / มาเกียเวลลี” กลายเป็นคำศัพท์ทางการเมือง หมายถึง ผู้เฉียบแหลมมีปฏิภาณ และ “แมคคิเวลเลียน / มาเกียเวลเลียน” หมายถึง การใช้เล่ห์เหลี่ยมอุบายทางการเมือง

 

ในปี ค.ศ. 1970 Christie และ Geis ได้ศึกษาและให้คำนิยาม “บุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียน” ในบริบทพฤติกรรมองค์การ จากการที่พวกเขาได้สังเกตและมีประสบการณ์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งหรือควบคุมผู้อื่น อาทิ อธิการบดีมหาวิทยาลัย คณบดี ประธานกรรมการของกรมการทหาร ผู้บริหารบริษัท และข้าราชการชั้นสูง แล้วพบลักษณะร่วมบางอย่างของคนเหล่านี้ และมองว่าน่าจะเป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีลักษณะในตัวบางอย่างที่ใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องดีงาม หรือความไม่น่าไว้เนื้อเชื่อใจที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เอง

 

ตั้งแต่นั้น นิยามและแบบวัดบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนก็เป็นที่รู้จักและได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง มีการหาความสัมพันธ์ของตัวแปรบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนกับตัวแปรทางสังคมอื่นๆ ตลอดจนนำไปประยุกต์ในการศึกษาในบริบทที่กว้างขวางมากขึ้น ได้แก่ การบริหารจัดการศีลธรรม ภาวะผู้นำที่แท้จริง การเมืองในองค์การ และความไว้วางใจ

 

สุมาลัย พวงเกตุ (2553) ได้สรุปลักษณะของบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนสูงและบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนต่ำ จากงานวิจัยที่ผ่านมาของ Christie และ Geis (1970), Nelson และ Gilbertson (1991), Wilson, Near และ Miller (1996) ไว้ดังนี้

 

“ผู้มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนสูง”

 

– ต่อต้านอิทธิพลจากสังคม
– ซ่อนความเชื่อลึกๆ ส่วนตัวเอาไว้
– เปลี่ยนจุดยืนของการโต้แย้งอย่างรวดเร็ว
– ไม่ยอมรับสารภาพ
– ทำให้ผู้อื่นเชื่อได้ว่ากำลังพูดความจริง
– เคลือบแคลงสงสัยในวัตถุประสงค์ของผู้อื่น
– วิเคราะห์สถานการณ์ได้
– ไม่ตอบแทนบุญคุณผู้อื่น
– ไม่ตัดสินการแสดงออกของผู้อื่น
– สามารถเปลี่ยนวิธีการเพื่อจัดการในสถานการณ์ที่ต่างกันได้
– พูดในสิ่งที่ผู้อื่นอยากได้ยิน
– อ่อนไหวต่อข้อมูลเกี่ยวกับผู้อื่น
– กระทำกับผู้อื่นในลักษณะเอาเปรียบผู้อื่นแต่ไม่เป็นอันตราย
– เอาเปรียบผู้อื่นมากขึ้นเมื่อเขาไม่แก้แค้นคืน
– แม้จะมีสิ่งดึงดูดก็ไม่ยอมตาม หรือเปลี่ยนแปลงเจตคติ
– ควบคุมหรือจัดการกับผู้อื่นได้อย่างแยบยล
– ชอบสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
– ในฐานะที่เป็นผู้นำจะเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนที่มีตำแหน่งเดียวกัน

 

“ผู้มีบุคลิกภาพแบบแมคคิเวลเลียนต่ำ”

 

– เปราะบางต่อความคิดเห็นของผู้อื่น
– เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงความเชื่อภายในของตน
– ยึดมั่นในความเชื่อของตนเอง
– ยอมรับสารภาพอย่างรวดเร็ว
– ไม่ต้องโน้มน้าวในเชื่อตามเมื่อพูดความจริง
– ยอมรับวัตถุประสงค์ของผู้อื่นตามความเป็นจริง
– ประเมินสถานการณ์ได้ช้า
– ตอบแทนผู้อื่น
– เชื่อว่าผู้อื่นควรแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
– แสดงพฤติกรรมรูปแบบเดียวตลอดเวลา
– บอกความจริง
– อ่อนไหวต่อความรู้สึกของผู้อื่น
– อาจจะแสดงออกอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อมีการเจรจาต่อรอง
– ไม่ยอมเอาเปรียบผู้อื่น
– แสดงออกในแบบที่สังคมยอมรับ
– ตัดสินใจอย่างตรงไหนตรงมา
– มองหาแต่สิ่งแวดล้อมที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

ข้อมูลจาก

 

“การทำนายความไม่สอดคล้องระหว่างเจตคติต่อกลุ่มทางการเมืองในประเทศไทยที่วัดโดยตรงกับที่วัดโดยนัย ด้วยตัวแปรการกำกับการแสดงออกของตนและบุคลิกภาพแบบเมคคิเวลเลียน” โดย สุมาลัย พวงเกตุ (2553) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21222

 

“อิทธิพลของบุคลิกภาพแมคคิเวลเลียนและการแข่งขันต่อพฤติกรรมประจบประแจงในบริบทขององค์การ” โดย มนฤดี สายสิงห์ (2549) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/8475

Individualism – Collectivism : ความเป็นปัจเจกนิยม – คติรวมหมู่

 

 

 

 

“ความเป็นปัจเจกนิยม” หมายถึง แนวคิดที่บุคคลให้ความสำคัญกับเป้าหมายของตัวเองมากกว่าเป้าหมายของกลุ่ม บุคคลมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ให้ความสำคัญกับเจตคติ ความคิดและความรู้สึกของตัวเอง

 

ส่วน “ความเป็นคติรวมหมู่” หมายถึง แนวคิดที่บุคคลให้ความสำคัญกับเป้าหมายของกลุ่มมากกว่าเป้าหมายของตัวเอง บุคคลจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม และประพฤติตนสอดคล้องกับบรรทัดฐานที่กลุ่มกำหนดไว้

 

 

ตัวอย่างความเป็นปัจเจกนิยมและคติรวมหมู่


 

เช่น ในประเทศญี่ปุ่น หัวหน้าจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของลูกน้องเป็นอย่างดี และสนับสนุนให้ลูกน้องพบกับผู้หญิงที่เหมาะสมเพื่อเป็นคู่ชีวิต เนื่องจากหัวหน้ามีหน้าที่เหมือนเป็นพ่อของลูกน้อง ต้องคอยให้ความช่วยเหลือลูกน้อง แต่ในประเทศอังกฤษ ลูกน้องคนหนึ่งกลับไม่ยอมบอกหัวหน้าว่าพ่อของเขาเพิ่งเสียชีวิต เพราะมีความเป็นปัจเจกนิยมที่เข้มข้นและการเสียชีวิตของพ่อนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรไปบอกผู้อื่น

 

อย่างไรก็ดี ในทุกวัฒนธรรมจะมีบุคคลทั้งที่เป็นแบบปัจเจกนิยมและคติรวมหมู่ เนื่องจากบุคคลมีส่วนของปัญญาที่เป็นแนวคิดแบบปัจเจกนิยมและคติรวมหมู่อยู่ในคนเดียวกัน เพียงแต่มีระดับของทั้ง 2 แนวคิด มากน้อยแตกต่างกัน

 

หากบุคคลนั้นมีส่วนของปัญญาที่เป็นแบบปัจเจกนิยมมากกว่า บุคคลนั้นก็จะมีความเชื่อ ความรู้สึก และพฤติกรรมแบบปัจเจกนิยม แต่ถ้าหากบุคคลนั้นมีส่วนของปัญญาที่เป็นแบบคติรวมหมู่มากกว่า บุคคลนั้นก็จะมีความเชื่อความรู้สึกและพฤติกรรมแบบคติรวมหมู่

 

ทั้งนี้ ความเป็นปัจเจกนิยม-คติรวมหมู่ สามารถแจกแจงได้เป็น 4 มิติ แต่ละมิติมีความเป็นอิสระจากกันและแยกวัดในแต่ละมิติได้ ดังนี้

 

1. ตัวตน

ตัวตนของแนวคิดแบบปัจเจกนิยมจะเป็นตัวตนที่เป็นอิสระ ซึ่งให้ความสำคัญกับความต้องการ ความรู้สึก และการกระทำของตนเอง มากกว่าความต้องการ ความรู้สึก และการกระทำของผู้อื่น ประพฤติตนโดยยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ส่วนตัวตนของแนวคิดแบบคติรวมหมู่จะเป็นตัวตนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งเป็นตัวตนที่มองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ในสังคม ไม่สามารถแยกออกมาเป็นตัวตนแบบเดี่ยว ๆ ได้ บุคคลจะมีแรงจูงในการหาทางอยู่ร่วมกับบุคคลในความสัมพันธ์แบบต่างๆ อย่างเหมาะสม เช่นการสร้างและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

 

2. เป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายส่วนรวม

ส่วนใหญ่แล้ว เป้าหมายทั้ง 2 แบบของบุคคลที่เป็นคติรวมหมู่จะมีความสอดคล้องกัน ดังนั้นบุคคลที่เป็นคติรวมหมู่จึงให้ความสำคัญกับเป้าหมายของส่วนรวม แต่เป้าหมายทั้ง 2 ของบุคคลที่เป็นปัจเจกนิยมอาจไม่มีความสอดคล้องกัน บุคคลที่เป็นปัจเจกนิยมจึงเลือกที่จะใช้ความสำคัญกับเป้าหมายส่วนตัวมากกว่าเป้าหมายส่วนรวม

 

3. การให้ความสำคัญของปัญญา

การให้ความสำคัญของปัญญาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมทางสังคม วัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยมให้ความสำคัญกับเจตคติ ความต้องการส่วนบุคคล สิทธิ และสัญญา ส่วนวัฒนธรรมแบบคตินิยมรวมหมู่จะให้ความสำคัญกับบรรทัดฐาน กฎเกณฑ์ และหน้าที่ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

 

4. ความสัมพันธ์

วัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยมจะให้ความสำคัญกับเหตุผล ข้อดี ข้อเสีย ในการรักษาความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง ส่วนในวัฒนธรรมแบบคติรวมหมู่จะพยายามรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไว้ แม้ว่าจะทำให้เกิดผลเสียก็ตาม

 

 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นปัจเจกนิยม-คติรวมหมู่ของบุคคล


 

ได้แก่

  1. อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้น จะมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ มากขึ้นจึงมีความเป็นคติรวมหมู่มากขึ้น
  2. สถานภาพทางสังคม บุคคลที่มีสถานภาพทางสังคมสูงค่อนข้างจะมีความแป็นปัจเจกนิยมมากกว่า
  3. รูปแบบการเลี้ยงดู หากเลี้ยงดูเด็กแบบยอมรับและให้อิสระ ส่งผลให้เด็กมีความมั่นใจในตนเองและมีความเป็นปัจเจกนิยมสูง หากเลี้ยงดูแบบยอมรับและพึ่งพากันและกัน ส่วนผลให้เด็กชอบคล้อยตามผู้อื่นและมีความเป็นคติรวมหมู่สูง
  4. การท่องเที่ยวและการไปอยู่ต่างประเทศ เมื่อบุคคลไปใช้ชีวิตในต่างแดน ทำให้บุคคลต้องตัดสินใจเดี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง การได้เห็นมุมมองและได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ล้วนนำไปสู่ความเป็นปัจเจกนิยม แต่บางครั้งหากบุคคลต้องไปอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบคติรวมหมู่ก็มีโอกาสเพิ่มระดับความเป็นคติรวมหมู่ของบุคคลได้
  5. การศึกษา การศึกษาทำให้บุคคลเรียนรู้ความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและส่งผลให้บุคคลมีระดับความเป็นปัจเจกนิยมที่มากขึ้น แต่การศึกษาบางอย่าง เช่น การเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นจะทำให้บุคคลมีระดับความเป็นคติรวมหมู่สูงขึ้น

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

“การทำนายความชื่นชอบงานโฆษณาที่วางกรอบสารต่างกันจากความเป็นปัจเจกนิยม-คติรวมหมู่โดยมีเป้าหมายการควบคุมของบุคคลเป็นตัวแปรส่งผ่าน” โดย จตุพร นุตะศะริน (2553) – http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/35984

 

ความหมายในชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS

 

ความหมายในชีวิต เป็นการรับรู้และตอบสนองของบุคคลในแต่ละขณะ แต่ละสถานการณ์ที่ดำรงอยู่ เป็นลักษณะเฉพาะที่ผันแปรไปในแต่ละบุคคล เป็นสิ่งที่บุคคลใช้ยึดเหนี่ยวในการมีชีวิต ผลักดันให้บุคคลมีกำลังใจในการดำรงชีวิตอยู่อย่างมั่นคง เป็นแรงจูงในให้บุคคลดำรงชีวิตต่อไปได้

 

งานวิจัยนี้เป็นเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์บุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV/AIDS จำนวน 8 ราย เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายในชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS นำไปสู่การพัฒนารูปแบบการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของนักจิตวิทยาการปรึกษา และแนวทางการศึกษาวิจัยหรือการให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่สนใจ

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบประเด็นหลักเกี่ยวกับความหมายในชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS 5 ประเด็น ดังนี้

 

1. การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่มั่นคงจากการติดเชื้อ

 

ความไม่มั่นคงในใจจากการติดเชื้อ มาจากความกลัวจากความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับตนเอง ได้แก่ กลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ทั้งด้านสภาพร่างกาย การดำเนินชีวิต และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความกลัวเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง ผู้ติดเชื้อจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามความกลัวนี้ไปให้ได้เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย

ผู้ติดเชื้อใช้เวลาทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง อาศัยหลักความเชื่อ/หลักศาสนาเพื่อปลอบประโลมจิตใจตนเองให้คลายจากความกลัว เมื่อสามารถปรับตัวปรับใจยอมรับความเป็นจริงได้แล้ว ก็จะพยายามแสวงหาความรู้ แสวงหาแหล่งให้คำปรึกษา เพื่อการดูแลตนเอง

 

2. ความรักความเข้าใจจากคนรอบข้างทำให้รักตนเอง รักชีวิต

 

การแสดงออกถึงความรัก ความเข้าใจ ไม่รังเกียจ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ตอกย้ำ และประคับประคองให้กำลังใจ ของบุคคลสำคัญในชีวิต และทีมสุขภาพ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีกำลังใจในการต่อสู้โรคและรักตนเอง พยายามใช้ชีวิตอยู่เพื่อตนเองและผู้อื่น

 

3. การค้นพบแรงบันดาลใจ ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และมุ่งสู่อนาคต

 

การมีแบบอย่างผู้ติดเชื้อที่มีสุขภาพกายและใจดี มีชีวิตอยู่ได้นาน 10-20 ปี หรือการพบเห็นบุคคลที่ด้อยกว่าในสังคม ทำให้ผู้ติดเชื้อได้กลับมาพิจารณาตนเอง และเกิดแรงบันดาลในที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตและต่อสู้กับโรค นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อยังได้รับกำลังใจจากสังคมผู้ติดเชื้อด้วยกัน และมีหลักธรรมะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ผู้ติดเชื้อจึงเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และขณะเดียวกันก็พบความสำคัญของการจุดมุ่งหมายในชีวิต

 

4. การเปลี่ยนแปลงด้านบวก การเริ่มต้นชีวิตใหม่ และความหวัง

 

ผู้ติดเชื้อเลือกให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายของตนเองเป็นอันดับแรก ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้านการงานและอาชีพอีกด้วย ส่วนในด้านจิตใจ ผู้ติดเชื้อสามารถค้นพบความหมายและเป้าหมายในชีวิตผ่านการเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่นปันเรื่องราวของตนเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น การเป็นอาสาสมัครตามโรงพยาบาลหรือหน่วยงานต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้ติดเชื้อได้ตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง นำมาซึ่งความสุขใจและภาคภูมิใจในตน

 

5. การรับรู้คุณค่าและความหมายจากการเป็นผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS

 

ผู้ติดเชื้อมองเห็นความงอกงามภายในจิตใจของตนที่เกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อ HIV/AIDS สามารถปรับมุมมองและทัศนคติต่อการติดเชื้อซึ่งจัดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่งความสูญเสียให้กลายเป็นมุมมองบวก คือ มองการติดเชื้อเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงตนเองในทางบวก ทำให้ป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม ทำให้ใช้ชีวิตที่เหบืออยู่อย่างไม่ประมาท และสามารถค้นพบความหมายในความทุกข์ของตนได้

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

“ความหมายในชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ : การศึกษาเชิงคุณภาพแบบทีมวิจัยเห็นชอบร่วมกัน”
“Meaning in life of persons living with HIV/AIDS: a consensual qualitative research”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2553)
โดย นางสาวจุรีรัตน์ นิลจันทึก
ที่ปรึกษา รศ. ดร.อรัญญา ตุ้ยคัมภีร์
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/33147

 

 

เข้าใจจิตใจ หญิงรักหญิง

 

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลจากหญิงรักหญิงเพศเดียวกันประเภททอมและดี้ จำนวน 14 ราย

 

 

ความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของหญิงรักหญิงเพศเดียวกัน


 

การวิจัยในต่างประเทศมักเรียกกลุ่มหญิงรักหญิงเพศเดียวกันทุกแบบรวมกันว่า “เลสเบี้ยน” โดยไม่แบ่งแยกประเภท ซึ่งทำให้ผลการวิจัยขัดแย้งกันเองในหลายประเด็น สำหรับในสังคมไทยมีการแบ่งแยกประเภทหญิงรักหญิงเพศเดียวกันเป็นหลายลักษณะ ซึ่งเป็นประโยชน์ในงานวิจัยนี้ที่ทำให้การวิจัยและผลที่ได้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะทอมและดี้ต่างก็มีความรู้สึกนึกคิดในตัวตนไม่เหมือนกัน

 

ผู้ให้ข้อมูลทอม ผ่านการยอมรับว่าตนเองเป็น “ทอม” แต่ผู้ให้ข้อมูลดี้ มักรับรู้ตนเองในฐานะ “ผู้หญิงที่มีคู่รักเป็นทอม” มากกว่าจะยอมรับว่าตนเป็นดี้ เนื่องจากแม้ว่าพวกเธอชอบผู้หญิงเพศเดียวกันแต่มีแบบแผนการพัฒนาเอกลักษณ์บางส่วนแตกต่างจากทอม คือมีการปรากฏตัวในสังคมเป็นผู้หญิงในความรู้สึกของคนทั่วไป จึงไม่มีความขัดแย้งในบทบาทและไม่ต้องมีการเปลี่ยนบทบาท สังคมมักจะรับรู้ว่า “เธอคนนี้มีแฟนเป็นทอม” มากกว่าให้ความสนใจว่าเธอเป็นดี้หรือไม่ จึงไม่ต้องผ่านขั้นตอนการยอมรับตนเองและนิยามตนเองเป็นดี้ แตกต่างจากทอมที่มักมีแรงกดดันจากสังคมมากกว่า

 

ทั้งนี้การที่ทอมยอมรับว่าตนเป็นทอมนั้นไม่ใช่มาจากความปรารถนาอยากเป็น เพราะคำว่า “ทอม” เป็นคำที่แฝงไว้ด้วยตราบาปและอคติทางสังคม “อยากเป็นผู้ชายไม่ได้อยากเป็นทอม” “เป็นผู้ชายไม่ได้ก็ต้องเป็นทอม” การยอมรับจึงเป็นในลักษณะจำยอมเพื่อลดแรงด่อต้านของสังคม ยอมรับใน “สภาพที่ตนเองใช้ชีวิตอยู่” ตามข้อจำกัดทางสังคม “ที่เรียกตนว่าทอม” ซึ่งการยอมรับข้อจำกัดในชีวิตได้ตามความเป็นจริงนั้น ทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น หวั่นไหวต่อคำพูดเชิงลบน้อยลง และมีอิสระที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองมากขึ้น

 

งานวิจัยนี้ได้ข้อค้นพบที่ชัดเจนว่าผู้ให้ข้อมูล ทอม และ ดี้ เหมือนกันที่เพศสรีระ แต่แตกต่างกันที่ “เพศสภาวะ” คือทอมมีการดำรงเพศสภาวะที่ไม่สอดคล้องกับเพศสรีระตามที่สังคมกำหนด ทอมรู้สึกอยากเป็นผู้ชาย ชอบเล่นของเล่น ทำกิจกรรมแบบผู้ชาย ไม่ชอบใส่กระโปรง และชอบผู้หญิง และรายงานว่าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิดหรือเป็นโดยธรรมชาติ ขณะที่ดี้มักรายงานว่าไม่ได้ชอบผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก มักมีแฟนผู้ชายมาก่อน ภายหลังจึงมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงฉันคู่รัก และในที่สุดก็ชัดเจนในตนเองว่าชอบผู้หญิง

 

การที่ผู้ให้ข้อมูลดี้รับรู้รสนิยมทางเพศล่าช้า อาจเพราะการเลี้ยงคู่ขัดเกลาที่ให้ดำรงชีวิตตามบทบาทที่สังคมกำหนด จึงไม่เคยคิดชอบผู้หญิง และบางคนถึงขั้นเกลียดตามการเรียนรู้อคติทางสังคมว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือตามข้อห้ามทางศาสนา ต้องข่มจิตหรือปฏิเสธความต้องการของตน นั่นแสดงว่าหากสังคมให้การยอมรับ การพัฒนาตัวตนและรสนิยมทางเพศของหญิงรักเพศเดียวกันน่าจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

 

 

 

ความทุกข์ในความสัมพันธ์แบบคู่รักของทอมและดี้


 

ภาวะทุกข์ทางจิตใจของหญิงรักเพศเดียวกันล้วนเป็นภาวะ “ทุกข์ทางสังคม” คือทุกข์ที่เกิดจากอคติและการไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม โดยเป็นกระบวนการทางจิตใจ 3 ขั้นตอน

 

  1. สังคมมีอคติหรือความไม่เข้าใจต่อคนรักเพศเดียวกัน
  2. หญิงรักเพศเดียวกันได้นำเอาอคติทางสังคมเข้าไปอยู่ในจิตใจของตน
  3. หญิงรักเพศเดียวกันจึงรู้สึกทางลบกับตนเอง

 

ความรู้สึกทางลบกับตนเองเป็นแหล่งกำเนิดความเครียดและความวิตกกังวล การขาดความมั่นใจในตนเอง จนบางคนถึงขั้นเกลียดตนเอง

ความทุกข์ทางสังคมของหญิงรักเพศเดียวกัน ทั้งภาวะสับสน หวาดหวั่น วิตกกังวล กลัว คิดมาก นอนไม่หลับ และเครียด ล้วนมีจุดเริ่มต้นจาก “ความขัดแย้งภายในจิตใจ” ระหว่างอัตลักษณ์ตามธรรมชาติของตนกับความคาดหวังตามบรรทัดฐานของสังคม 3 ประการ

 

  1. จิตที่มีความเป็นชายแต่กายเป็นหญิง
  2. มองตนเองว่าเป็นชายที่สังคมมองว่าเป็นหญิง
  3. ชอบผู้หญิงแต่สังคมกำหนดว่าหญิงควรชอบชาย

 

ซึ่งผู้ให้ข้อมูลทอมมีความขัดแย้งทั้ง 3 ประการ ส่วนผู้ให้ข้อมูลดี้มีความขัดแย้งประการที่ 3 เพียงประการเดียว

 

3 ใน 7 ของผู้ให้ข้อมูลทอมรายงานว่าเคยมีความคิดฆ่าตัวตาย โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกหนีความทุกข์ทรมาน ความกดดันในใจ และหวังว่าชาติหน้าจะไม่ต้องเกิดเป็นคนรักเพศเดียวกันอีก สาเหตุของการฆ่าตัวตายมีลักษณะร่วมดังนี้ 1) เกี่ยวข้องกับความรัก 2) รู้สึกล้มเหลว (ถูกปฏิเสธเพราะเป็นบุคคลรักเพศเดียวกัน) 3) เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยมีภาวะทางจิตใจที่สำคัญคือความเศร้า สลดหดหู่ ท้อ ด้อยค่า สำหรับคนที่พยายามฆ่าตัวตาย ยังมีภาวะที่ไม่มีทางออกและบอกใครไม่ได้ ส่วนคนที่คิดอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือกระทำเป็นเพราะสามารถบอกใครบางคนได้และได้รับการเตือนสติ

 

ทุกข์ในจิตใจของผู้ให้ข้อมูลทอมมักเข้มข้นมากในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เพราะชีวิตยังต้อขึ้นอยู่กับข้อจำกัด กฎระเบียบ กติกา คำอนุญาตจากผู้ปกครอง หลังจากโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วจึงมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตนต้องการมากขึ้น ทุกข์จากความไม่สอดคล้องจึงน้อยลง ถึงแม้ว่าจะไม่หายไปจากจิตใจอย่างแท้จริงเพราะสังคมโดยรวมยังคงไม่ให้การยอมรับและความเข้าใจอย่างแท้จริงนั่นเอง

 

ความไม่เข้าใจของสังคมต่อหญิงรักเพศเดียวกันมี 3 ลักษณะ 1. ความลึก คือ ไม่เข้าใจถึงตัวตน 2. ความมาก คือ ปริมาณของคนที่ไม่เข้าใจ 3. ความเงียบ คือ เกิดขึ้นตลอดเวลาแต่ไม่ใช่อย่างเอิกเกริก ดังนั้นทุกข์ของผู้ให้ข้อมูลทอมและดี้จึงเป็นทุกข์รอบด้านและทุกข์สั่งสม พวกเขาเหล่านี้จึงมักไม่เลือกอธิบายสิ่งที่รู้สึกให้สังคมฟังมากนัก และมักใช้ชีวิตอยู่แบบส่วนตัวกับตัวเอง คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อนที่ยอมรับเขาแบบเงียบ ๆ กลมกลืนไปกับสังคมมากกว่า

 

 

 

 

แหล่งสนับสนุนให้ก้าวข้ามผ่านความกดดันและความทุกข์ต่าง ๆ


 

แหล่งความเข้มแข็งของผู้ให้ข้อมูลหญิงรักเพศเดียวกัน ได้แก่ ตนเอง คู่รัก เพื่อน และพ่อแม่

แหล่งความเข้มแข็งจากภายในที่สำคัญที่สุดก็คือตนเอง ที่จะทำให้ตนเองยืนหยัดได้โดยลำพังแม้ไม่มีแหล่งสนับสนุนด้านอื่น ส่วนคู่รักเป็นแหล่งที่ให้รับการยอมรับและเข้าใจในตัวตนมากที่สุด ขณะที่พ่อแม่เป็นแหล่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นใจให้กับชีวิตเมื่อต้องเผชิญกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยอคติ และเป็นกุญแจขสู่อิสรภาพในการพัฒนาตัวตนและชีวิตคู่ในแบบยั่งยืนเป็นครอบครัว และเพื่อนสนิทนั้นเป็นแหล่งช่วยเหลือให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด

 

แม้ “ตนเอง” จะเป็นแหล่งความเข้มแข็งจากภายในที่สำคัญที่สุด แต่การยอมรับตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเอาชนะความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อตนเอง มากพอๆ กับความรู้สึกที่เป็นตราบาปจากอคติทางสังคม การยอมรับตนเองได้นั้นบุคคลรักเพศเดียวกันต้องการความรู้สึกปลอดภัยและมีแหล่งสนับสนุนอื่นๆ ที่เอื้ออำนวย

 

เกี่ยวกับการยอมรับต่ออัตลักษณ์ที่เป็นทอม งานวิจัยนี้พบว่า “คู่รัก” เป็นบุคคลประเภทเดียวที่สามารถยอมรับและเข้าใจอัตลักษณ์และความเป็นชายในตัวผู้ให้ข้อมูลทอมได้อย่างลึกซึ้งที่สุด คู่รักของทอมจึงมีความหมายอย่างยิ่งยวด และสำคัญต่อสุขภาพจิตที่ดีและเติมเต็มในจิตใจส่วนลึกของทอมเป็นอย่างมาก

ส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อชีวิตรักของหญิงรักเพศเดียวกันมากที่สุดคือ “พ่อแม่” โดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทยที่พ่อแม่มีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับลูกมากกว่าและยาวนานมากกว่าในสังคมตะวันตก โดยผู้ให้ข้อมูลทอมและดี้ส่วนใหญ่ได้ให้น้ำหนักความมีอิทธิพลของพ่อแม่ไว้ที่ร้อยละ 80-100 ขณะที่ให้น้ำหนักของบุคคลภายนอกไว้ที่ร้อยละ 10-30 สำหรับคนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อแม่และรายงานว่าพ่อแม่มีอิทธิพลกับตนมาก จะพยายามฝืนตัวเองเพื่อไม่ให้พ่อแม่เสียใจและอับอาย แต่ก็จะสร้างความขัดแย้งในใจให้กับตนเองมากขึ้น จนทำให้เกิดความห่างเหินกับครอบครัว และสร้างความทุกข์ให้มากที่สุด ในทางตรงกันข้าม หากพ่อแม่ยอมรับได้ผู้ให้ข้อมูลทอมและดี้จะรู้สึกมีความสุขมากที่สุด

 

 

 

 

สายสัมพันธ์แห่งรักและความสุขของคู่รักหญิงเพศเดียวกัน


 

หญิงรักเพศเดียวกันต้องเผชิญกับอคติและข้อจำกัดทางสังคมมากมาย ทั้งทางกฎหมาย ครอบครัว และพฤตินัย (การถูกเลือกปฏิบัติ) อีกทั้งมีแหล่งสนับสนุนที่ไม่แน่นอน ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการยอมรับ แต่งานวิจัยพบว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้หญิงรักเพศเดียวกันครองคู่อยู่ด้วยกันได้นานและมีคุณภาพความสัมพันธ์ที่ดี เป็นเพราะสายสัมพันธ์แห่งรักอันแน่นแฟ้นและความสุข

 

ปัจจัยภายในที่ทำให้คู่หญิงรักเพศเดียวกันมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมีความสุขมี 3 ประการ คือ

 

1. ความเป็นเพศหญิงสองคน

ทำให้การมีชีวิตคู่มี “ความเหมือนกัน” อยู่มาก เข้าใจและสื่อสารกันได้ง่าย ทำกิจกรรมร่วมกันได้แทบทุกอย่าง อีกทั้งเพศหญิงมีความอ่อนโยนและละเอียดอ่อนในการดูแลเอาใจใส่ และแสดงความรักต่อกันมาก มีการใช้การสื่อสารร่วมกับแสดงออกทางความรู้สึกในการแก้ไขปัญหาภายในคู่ได้อย่างสร้างสรรค์

 

2. คู่รักมีความหมายพิเศษสำหรับทอม

เพราะเป็นบุคคลประเภทเดียวที่ยอมรับตัวตนของผู้ให้ข้อมูลทอมได้อย่างลึกซึ้งมากที่สุด อีกทั้งคู่รักยังหามาได้ยากลำบากกว่าและต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากกว่า ผู้ให้ข้อมูลทอมหลายคนจึงเห็นคุณค่าของคู่รักและมีแนวโน้มที่จะพยายามดูแลเอาใจใส่และทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อรักษาความสัมพันธ์และทำให้คู่รักของตนมีความสุข

 

3. ดี้รักและยอมรับข้อจำกัดของทอมได้

ไม่ว่าจะเป็นสรีระที่มีกำลังน้อยกว่าชาย แต่งงานไม่ได้ จดทะเบียนไม่ได้ มีบุตรไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ภายในใจลึกๆ ของผู้ให้ข้อมูลทอม อาจเรียกว่าเป็นปมด้อยในใจที่ไม่สามารถให้ชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบเหมือนคู่ชายหญิงแก่คนรักได้ สร้างความวิตกกังวลว่าคู่รักจะจากไป ในขณะที่ผู้ให้ข้อมูลดี้กลับรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา ไม่มีรายใดที่รู้สึกเสียดายที่คู่รักไม่ใช่ผู้ชาย พร้อมระบุว่าผู้ชายก็ไม่ได้ตอบสนองอะไรให้ได้ทุกอย่าง คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขนั้นสำคัญกว่า

 

 

 


 

 

“ประสบการณ์ด้านจิตใจของหญิงรักเพศเดียวกันที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รัก”
“Psychological experience of lesbian in a couple relationship”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2554)
โดย นางสาวพิมพ์สิริอร ศิริทิณพงษ์
ที่ปรึกษา รศ. ดร.อรัญยา ตุ้ยคำภีร์ และ อ. ดร.รัฐสุดา เต้พันธ์
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/30036

 

ความจริงของความรู้สึกเสียใจภายหลัง

 

ความจริงของความรู้สึกเสียใจภายหลัง

 

เมื่อเปรียบเทียบความรู้สึกเสียใจภายหลัง ระหว่างผู้ชาย ผู้หญิง ผู้มีลักษณะความเป็นชายสูง (masculinity) ผู้มีลักษณะความเป็นหญิงสูง (femininity) ผู้มีลักษณะปัจเจกนิยมสูง (individualism) และผู้มีลักษณะคติรวมหมู่สูง (collectivism)

ในความสัมพันธ์กับคู่รัก เพื่อน ครอบครัว และเรื่องการศึกษา พบว่า

 

ส่วนใหญ่คนเราเสียใจภายหลังจากการ “ไม่กระทำ” มากกว่าเสียใจภายหลังจากการ “กระทำ”

 

อาจเป็นเพราะ โดยมากแล้วสิ่งที่ได้ทำลงไปเราพอที่จะแก้ไขภายหลังได้ แต่สิ่งที่ไม่กระทำ มักไม่หวนคืนกลับมาให้ได้มีโอกาสแก้ตัว และเรามักไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงไม่ทำในขณะที่มีโอกาส อีกทั้งคนเรายังคิดถึง “สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นถ้าได้ทำ” ได้ง่ายกว่า “นึกถึงสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นจากการทำลงไปแล้ว”

 

ยกเว้น ในบริบทความสัมพันธ์แบบคู่รัก ผู้หญิงหรือผู้ที่มีลักษณะความเป็นหญิงสูงเสียใจภายหลังจากการกระทำและไม่กระทำไม่แตกต่างกัน และเสียใจจากการไม่กระทำน้อยกว่าผู้ชาย

 

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ในมุมมองของทฤษฎีจิตวิทยาวิวัฒนาการอธิบายว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มต้องลงทุนมากกว่าในการดำรงเผ่าพันธุ์ จากที่ต้องเป็นฝ่ายอุ้มท้อง ทั้งยังมีช่วงระยะเวลาในการเจริญพันธุ์ที่จำกัด จึงเป็นไปได้ว่าในความสัมพันธ์แบบคู่รัก ผู้หญิงมักต้องระมัดระวังตัวมากกว่าผู้ชายในการวางตัวหรือทำพฤติกรรมต่างๆ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นจึงมีความคิดในแนวทางที่ว่า ไม่น่าทำสิ่งนั้นลงไปเลย

 

 


 

 

ข้อมูลจาก

 

 

“บทบาทของเพศ บทบาททางเพศ และความเป็นปัจเจกนิยม-คติรวมหมู่ ต่อการเสียใจภายหลัง และเป้าหมายการควบคุม”
“The roles of sex, gender-role, and degrees of individualism-collectivism in regret and regulatory focus”

วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา (2550)
โดย นางสาวสินีรัตน์ โชติญาณนนท์
ที่ปรึกษา อาจารย์จรุงกุล บูรพวงศ์
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/20415

ประสบการณ์ด้านจิตใจของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

 

ประสบการณ์ด้านจิตใจของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

 

 

: เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงดูบุตรตามลำพัง อันมีสาเหตุมาจากการหย่าร้างหรือคู่ครองเสียชีวิต ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 10 ราย

 

จากข้อมูลพบว่า ในระยะแรกหลังการสูญเสียคู่ครองไป พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องเผชิญกับปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหลายๆ ด้าน โดยเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดนั้นส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกอย่างมาก

พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตในทุกด้าน ทั้งการเลี้ยงดูบุตรตามลำพัง การทำงานบ้าน การทำงานเลี้ยงชีพ และการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจของครอบครัวให้เพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียด ด้วยเหตุนี้ การดูแลตนเองของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในด้านจิตใจที่จะต้องให้มีความเข็มแข็งมั่นคงเพื่อเผชิญกับปัญหาต่างๆ

 

เมื่อพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถเยียวยารักษาจิตใจของตนจนนำพาครอบครัวก้าวพ้นวิกฤตมาได้แล้ว การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิต ส่งผลให้พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมีความงอกงามเกิดขึ้นภายในใจ คือมีความคิดและมุมมองที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและใช้ชีวิตอยู่กับความจริงในปัจจุบันได้

 

 

สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลักต่อไปนี้

 

 

1. ความทุกข์ใจจากการสูญเสียคู่ครอง

 

  • การทำใจยอมรับไม่ได้
  • ความผิดหวัง/เสียใจ
  • ความน้อยใจในโชคชะตา
  • ความกังวลใจเกี่ยวกับอนาคต

 

 

2. การดูแลจิตใจให้คลายความทุกข์ใจ

 

การหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

  • ธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ
  • ข้อความ/คติเตือนใจ

การฝึกจิตใจให้สงบ

  • การนั่งสมาธิ
  • การปล่อยวาง

การมุ่งความสนใจไปที่งาน/กิจกรรม

  • การทำงานเพิ่ม
  • การทำกิจกรรมที่ชอบ
  • การทำกิจกรรมร่วมกับบุตร

การแสวงหา/ได้รับความช่วยเหลือด้านจิตใจ

  • เพื่อน
  • ครอบครัว
  • นักจิตวิทยา
  • ชมรม/เครือข่าย

 

 

3. ความงอกงามหลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครอบครัว

 

การใช้ชีวิตอยู่กับความจริง

  • การยอมรับความจริง
  • การอยู่กับปัจจุบัน

การเปลี่ยนความคิดและมุมมองไป

  • การมองตนในทางบวก
  • ความเข้มแข็ง อดทน
  • ความภาคภูมิใจในตนเอง
  • ความมั่นใจในความสามารถของตน
  • การมองสถานการณ์ในทางบวก
  • การมองวิกฤตเป็นโอกาส
  • การมองเห็นทางออกของปัญหา

 

 

ผลการศึกษาวิจัยนี้ทำให้เกิดความเข้าใจประสบการณ์ด้านจิตใจของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับนักจิตวิทยาการปรึกษา ในการช่วยเหลือฟื้นฟูด้านจิตใจแก่พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวต่อไป

 

 


 

 

“ประสบการณ์ด้านจิตใจของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวในการเลี้ยงดูบุตร : การศึกษาเชิงคุณภาพ”
“Psychological experiences of single parents in child rearing : a qualitative study”

โดย นางสาวสุชาดา สร้อยสน
ที่ปรึกษา ผศ. ดร.กรรณิการ์ นลราชสุวัจน์
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2553)
วิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม https://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21058